บทที่  5

ผลกระทบของมนุษย์ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

 

 

                 มนุษย์เป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญที่สุดในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และสนอง ตอบต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์  และขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีบทบาทที่สำคัญในการทำลายก่อให้เกิดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ในด้านต่างๆ ตามมา อาทิ เช่น ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ตลอดจนปัญหาผลกระทบจากปรากฏการณ์ต่างๆ ได้แก่ การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก  ภาวะฝนกรด  ปัญหาขยะมูลฝอย และอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ดังนั้นการศึกษาถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศ และระดับโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน  และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงขอยกประเด็นการนำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไปก่อน เพื่อให้ง่ายและเกิดประโยชน์ในการศึกษาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

 

1.  ปัญหาสิ่งแวดล้อม (ริเรืองรอง  รัตนวิไลสกุล, 2542)

มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมทั้งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ  และที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงเทคโนโลยี  และโครงสร้างทางสังคมต่างๆ อันทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคม มนุษย์จึงเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ในขณะเดียวกันมนุษย์ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งที่เห็นผลได้ทันที  และที่เห็นผลต่อเนื่องซับซ้อนไปยังองค์ประกอบอื่นๆในสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ  มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน อันได้แก่

- ปัญหาทางด้านมลพิษที่เกี่ยวกับน้ำ  อากาศ  ดิน  และสารเคมีต่างๆ

- ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลาย และหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว  เช่น  น้ำมัน  แร่ธาตุ  ป่าไม้  พืช  สัตว์  ทั้งที่เป็นอาหาร และควรอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา  เป็นต้น

- ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย์  เช่น  การวางผังเมือง การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนไม่ถูกต้องทำให้เกิดสภาพแออัดของชุมชน การใช้ทรัพยากรผิดประเภทลักษณะ ตลอดจนปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม  และปัญหาที่เกิดจากขยะ  เป็นต้น

การที่สิ่งแวดล้อมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปจนเกิดเป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสังคม รวมเรียกว่า  “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ซึ่งมีสาเหตุดังนี้คือ

ก.  ประชากรมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ  ต่อเนื่องกัน  เช่น  สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ  ปัญหาคนว่างงาน เป็นต้น

ข.   ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี  ได้ก่อให้เกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงหลายอย่าง  เช่น  พิษของยาฆ่าแมลง  เป็นต้น

ค. ค่านิยมที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้คนปฏิบัติตนผิดแนวทางและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม            มากขึ้น  เช่น  ความฟุ่มเฟือย  ความชื่นชมในสิ่งประดิษฐ์  ใช้รถยนต์อย่างฟุ่มเฟือย  ทำให้สิ้นเปลืองและอากาศเป็นพิษ

จากสาเหตุของปัญหาดังกล่าวข้างต้น  ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมนานัปการ  อาทิ  การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ  ภาวะมลพิษ  และปัญหาทางสังคมต่าง ๆ

2.  ภาวะมลพิษ (Pollution)

 

ภาวะมลพิษหรือสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อันเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์  ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งรัดทางด้านอุตสาหกรรม การใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

 

ความหมายมลพิษ

นิวัติ  เรืองพานิช (2537) หมายถึง  ภาวะที่มีสารมลพิษ (Pollutants) หรือภาวะแปลกปลอมอื่นๆ  ปะปนในสิ่งแวดล้อมในระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค  เป็นภาวะที่ผิดปกติไปจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติเดิม  เกินขีดมาตรฐานที่ชีวิตจะทนได้ 

เกษม  จันทร์แก้ว (2530) หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่มีมลสาร (Pollutants) ที่เป็นพิษจนมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งพืช และสัตว์

ราตรี       ภารา (2538) หมายถึง  สิ่งแวดล้อมที่ทำให้สุขภาพทางร่างกาย  จิตใจ  และสังคมลง  เกิดการเจ็บป่วย  ไม่มีเรี่ยวแรง  เกิดความไม่พึงพอใจ  สิ้นหวัง  และเกิดความหวาดหวั่น  วิตกกังวล  หรือความปลอดภัย  สิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบเหล่านี้  อาจจะมีผลต่อมนุษย์ได้ทั้งทางตรง  และโดยทางอ้อม  ซึ่งอาจใช้ดิน  น้ำ  อากาศ  หรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  เป็นตัวกลางผ่านเข้าไปยังมนุษย์ได้

ส่วนผู้เรียบเรียงสรุป  หมายถึง  สภาวะที่ทำให้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมีการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมมีผลทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของมนุษย์  เกิดทั้งทางตรง และทางอ้อม 

 

ประเภทของมลพิษ             

2.1  มลพิษทางอากาศ (นพภาพร พานิช และคณะ,2547)

                   มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตว์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3)

                 ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัมพันธ์ดังรูป

ภาพที่ 7 แสดงระบบภาวะมลพิษทางอากาศ

         (1)แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ(Emission  Sources) เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ
                       (2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ

        (3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors) เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส
                          จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอากาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง

2.1.1 แหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ (นพภาพร พานิช และคณะ,2547)

         แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
                      2.1.1.1 แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ (Natural Sources)
                                  เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดสารมลพิษอากาศตามกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่มีการกระทำของมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เช่น ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า ทะเล และมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของละอองเกลือ เป็นต้น
                    2.1.1. 2 แหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (Man-Made Sources)
                                 เป็นแหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ทำให้มีการระบายสารมลพิษอากาศแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
                                 (1) แหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile Source) ได้แก่ รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น
                                 (2) แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ (Stationary Sources) หมายถึง แหล่งกำเนิดที่ไม่สามารเคลื่อนที่ได้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารมลพิษอากาศเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงและเกิดจากกระบวนการการผลิตต่างๆ ดังแสดงในตัวอย่างตาราง โดยสรุปได้ดังนี้
                                 (ก) กระบวนการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ เตาเผาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่อให้เกิดพลังงานความร้อน เช่น เตาเผาเพิ่มความร้อน เตาเผากำจัดของเสีย นอกจากจะทำให้เกิด SO2 NOx เขม่าและ CO แล้วบางครั้งก็ยังมีไฮโดรคาร์บอน ไฮโดรเจนคลอไรด์ และไดอกซินเกิดขึ้นอีกด้วย
                                  (ข) การถลุงและแปลรูปโลหะ ในกระบวนการถลุงแร่ เช่น การเผาและอบ จะเกิดการแพร่กระจายของทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี แคดเมียม ปรอทและธาตุอื่นๆ ในสินแร่ ในการอบแร่ที่ปนอยู่กับกำมะถัน นอกจากจะเกิด SO2 เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมี NOx และเขม่าเกิดขึ้นอีกด้วย
                                  (ค) การทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่มีลักษณะเป็นผง เช่นการบดวัตถุดิบ การคัดแยก การผสม แปรรูปและการขนส่งที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง
                                  () การกลั่นเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งการใช้สารละลายและสีจะทำให้เกิดไฮโดรคาร์บอน
                                  (จ) การแพร่กระจายของก๊าซพิษเกิดจากการจัดการที่ขาดความระมัดระวัง การกระจายของสารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เป็นต้น
                                  (ฉ) การก่อสร้างทำให้เกิดฝุ่นละออง

2.1.2  ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อมนุษย์

ปัญหามลพิษทางอากาศทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม    ได้แก่

                2.1.2.1  ทำให้มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตเกิดโรคทางเดินหายใจ  และโรคเกี่ยวกับการไหลเวียนของโลหิต

                 2.1.2.2 ทำให้สภาพของทัศนียภาพเลวลง เนื่องด้วยมีมลสารเจือปนอยู่ในอากาศ อาจก่อให้ เกิดปัญหาต่อการจราจร และการเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนหรือแหล่งมลพิษได้

                 2.1.2.3 ทำลายแหล่งโบราณสถาน อาคาร วัด สถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างทำมาจากโลหะจะทำให้เกิดการกัดกร่อนและเกิดความเสียหายทางคุณค่าทางเศรษฐกิจได้

                 2.1.2.4  ชั้นโอโซนในบรรยากาศได้รับผลกระทบ  เนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในโลกส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศที่มีโอโซนอยู่ด้วย โอโซนทำหน้าที่สกัดกั้นรังสีอุลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต่างๆ อีกทั้งการเผาผลาญเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ก่อให้เกิดการสะสมของ            มลสารในบรรยากาศเป็นปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นด้วย

2.2  มลพิษทางน้ำ

 

น้ำ ถือเป็นสิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพที่มีความสำคัญ  และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอุปโภคและบริโภคของมนุษย์  อีกทั้งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น กล่าวคือ เกิดขึ้นได้ใหม่ตลอดเวลาเป็นปรากฏการณ์ของน้ำตามธรรมชาติที่เรียกว่า วัฏจักรของน้ำ ประกอบกับน้ำยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในรูปของการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม  การเกษตรกรรมรวมถึงการทำประมงด้วย

น้ำเสียและแหล่งกำเนิดน้ำเสีย            

      ความหมายน้ำเสีย

               พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  พ.ศ.2535 และ   กฎหมายที่เกี่ยวข้อง(2535)  ได้ให้ความหมายของน้ำเสีย คือ ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นของเหลว  รวมทั้งมลสารที่ปะปนหรือปนเปื้อนอยู่ในของเหลวนั้น

               เกษม  จันทร์แก้ว (2541)  ได้ให้ความหมายของน้ำเสีย คือ น้ำที่มีการปนเปื้อนของมลสาร  สารเคมีที่เป็นพิษหรือมีสัดส่วนขององค์ประกอบผิดไปจากธรรมชาติ  จนมีผลต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์  สัตว์  และพืช

                สำหรับผู้เรียบเรียงได้ให้นิยามของคำว่า  น้ำเสีย คือ น้ำที่ถูกการปนเปื้อนจากกิจกรรมต่างๆ  ของมนุษย์  ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งนั้น

      ความหมายแหล่งกำเนิดน้ำเสีย            

                    เกษม  จันทร์แก้ว (2541)  ได้ให้ความหมายของแหล่งกำเนิดน้ำเสีย คือ ผู้ที่ทำให้มีการปนเปื้อนมลสารโดยการปล่อยน้ำทิ้ง (effluent) การปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง  การปล่อยน้ำจากบ่อส้วม  การทิ้งขยะมูลฝอย  การชะล้างพังทลายของดิน  เป็นต้นล้วนก่อก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำทั้งสิ้น

              สำหรับผู้เรียบเรียงได้ให้นิยามของคำว่า  แหล่งกำเนิดน้ำเสีย คือ ผู้ที่ทำกิจกรรมใดๆในสถานที่เหล่านั้นทำให้นั้นปนเปื้อนแล้วปล่อยทิ้งน้ำออกมา  และสิ่งสกปรกจากการชะล้างของฝน   

                  ประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสีย

    แหล่งกำเนิดน้ำเสียมีหลายท่านได้เสนอไว้(เกษม  จันทร์แก้ว.2541 ;สุโขทัยธรรมาธิราช.2546 ; อรพินท์  พิเนตรพงษ์.2542) สรุปโดยรวม

    แหล่งกำเนิดน้ำเสีย แบ่งออกเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ แหล่งกำเนิดน้ำเสียที่สามารถกำหนดจุดแน่นอน และ แหล่งกำเนิดน้ำเสียที่ไม่สามารถกำหนดจุดแน่นอน

    3.1. น้ำเสียที่กำหนดจุดแน่นอน  (Point source) หมายถึง  แหล่งกำเนิดที่เน้นสิ่งก่อสร้างหรือบริเวณที่ปล่อยมลสารลงสู่แหล่งน้ำประจำ 

                                                  3.1.1  น้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชนที่อาศัยในชุมชน เช่น น้ำเสียจากบ้านเรือน อาคาร ที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน ร้านค้า อาคารสำนักงาน เป็นต้น น้ำเสียชุมชนนี้ส่วนใหญ่จะมีสิ่งสกปรก ในรูปของสารอินทรีย์ (Organic Matters) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเสื่อมโทรมลง                                                                                                            3.1.2  น้ำเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial Wastewater) ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การล้างวัสดุอุปกรณ์  และเครื่องจักรกล  ตลอดจนการทำความสะอาดโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ  เป็นแหล่งที่ปล่อยน้ำทิ้งและทำให้เกิดปัญหามลพิษขึ้นหลายแห่งทั่วโลก  เช่น  น้ำหล่อเย็น  (Cooling water)  ซึ่งเป็นน้ำทิ้งจากการระบายความร้อนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ  โดยปกติน้ำประเภทนี้ไม่ค่อยมีสิ่งเจือปนมากนัก  แต่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 40 – 60 องศาเซลเซียส  ซึ่งถือว่าอุณหภูมิขณะนี้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม  น้ำล้าง  (Wash water)  เป็นน้ำทิ้งที่เกิดจากขบวนการล้างวัตถุดับต่างๆ  เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆและทำความสะอาดโรงงาน  เป็นต้น  นับเป็นน้ำทิ้งที่มีสารเจือปนมาก  เช่น  พวกสารอินทรีย์  สารเคมี  สารแขวนลอยและสารที่จมน้ำได้  น้ำทิ้งจากขบวนการผลิต (Process Wastewater)  เป็นน้ำที่ใช้ในขบวนการผลิตและน้ำในขบวนการนี้จะกลายเป็นน้ำทิ้งเกือบทั้งหมดและปริมาณที่ใช้ในขบวนการผลิตของแต่ละโรงงานไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับชนิดของโรงงาน น้ำทิ้งจากขบวนการนี้ส่วนใหญ่จะมีความสกปรกและสุดท้าย  คือ  น้ำทิ้งจากกิจกรรมอื่นๆ (Miscellaneous Wastewater)  เช่น  จากเครื่องควบแน่น  (Condenser water)  น้ำทิ้งจากหม้อน้ำ                                                         3.1.3  น้ำเสียเกษตรกรรม (Agricultural Wastewater) ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ครอบคลุมถึงการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ ลักษณะของน้ำเสียประเภทนี้จะมีสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ ทั้งในรูปของสารอินทรีย์ Organic Matters) และสาร     อนินทรีย์ (Inorganic Matters) ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำ การใช้ปุ๋ย และสารเคมีต่าง ๆ ถ้าหากเป็นน้ำเสียจากพื้นที่เพาะปลูก จะพบสารอาหารจำพวกไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และสารพิษต่าง ๆ ในปริมาณสูง แต่ถ้าเป็นน้ำเสียจากกิจการการเลี้ยงสัตว์ จะพบสิ่งสกปรกในรูปของสารอินทรีย์เป็นส่วนมาก                                                                                               3.2  น้ำเสียที่ไม่สามารถกำหนดจุดแน่นอน  (Nonpoint Sources)  เป็นแหล่งกำเนิดที่ไม่แน่นอน  เป็นพื้นที่กว้างขวาง  ได้แก่  น้ำฝนและน้ำหลากที่ไหลผ่านและชะล้างความสกปรกต่างๆ  เช่น  กองมูลฝอย  ฝุ่น  ขี้ดินตามถนน  เศษขยะเล็กๆตามริมถนน  สารเคมีจากสนามหญ้า  แหล่งเก็บสารเคมีและคลองระบายน้ำส่วนใหญ่จะเป็นน้ำทิ้งจาก การเกษตร  (Agricultural Wastewater)  ทั้งนี้เป็นเพราะการเกษตรกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ  ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการชลประทานและเกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ  เพื่อเพิ่มผลผลิตของพืช  เช่น  การใช้ปุ๋ยที่มีส่วนประกอบของ  ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส  เพื่อเป็นธาตุอาหารของพืช  การใช้ยาปราบศัตรูพืชก็มีบทบาทที่สำคัญมากในการอยู่รอดของพืชการใช้สารประกอบเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ยาปราบศัตรูพืชที่ถูกฉีดพ่นลงไปในไร่และนานั้นบางส่วนจะติดอยู่ตามพื้น  บางส่วนก็อาจตกลงไปบนพื้นดินและบางส่วนก็อาจพัดพาโดยลมไปตกลงที่ต่างๆ  เมื่อฝนตกก็จะชะล้างลงสู่แม่น้ำและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ  ถ้าใช้สารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัส  มากเกินไปจะถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ก่อให้เกิดภาวะมลพิษและน้ำมีธาตุอาหารมากเกินควร  และแพร่กระจายไปทั่ว  อาจก่อให้เกิดการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วของแพลงค์ตอนพืชและผลต่อมาก็คือการลดลงของออกซิเจนในน้ำในเวลากลางคืน  มีผลกระทบต่อพวกสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ ณ บริเวณนั้น  เช่น  ปลาลดลง                                                        ผลกระทบจากน้ำเสีย                                                                                            

 แหล่งกำเนิดน้ำเสียมีหลายท่านได้เสนอไว้ (เกษม  จันทร์แก้ว 2541;สุโขทัยธรรมาธิราช 2546 ; อรพินท์  พิเนตรพงษ์ 2542) สรุปโดยรวม 8 ประการ                                                                                                                - ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม                                                                                               

   น้ำเสียที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตรส่วนใหญ่เป็นน้ำเสียที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง  น้ำที่มีปริมาณเกลืออนินทรีย์สูงหรือน้ำเสียที่มีสารพิษเจือปน  โดยเฉพาะน้ำเสียที่ส่งผลกระทบการกสิกรรม  เกิดขึ้นเนื่องจากน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง  มีปริมาณเกลืออนินทรีย์สูงหรือสารพิษตกค้างสูง  ซึ่งน้ำเสียเหล่านี้ไหลลงสู่แหล่งน้ำโดยปราศจากการบำบัด  ทำให้แหล่งน้ำมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตต่อพืชและสัตว์น้ำ  ส่วนด้านการประมงน้ำเสียที่ส่งผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นสารพิษที่ปนเปื้อนในน้ำ  อาจทำให้สัตว์น้ำต่างๆ  เช่น  กุ้ง  หอย  ปลา  ปู ตายหรือค่อยๆลดจำนวนลง  เนื่องจากไม่สามารถดำรงชีวิตและแพร่พันธุ์ได้ตามธรรมชาติ  น้ำเสียที่มีสารพิษเจือปนอาจทำให้ปลาตายทันที  ส่วนน้ำเสียที่เกิดจากการลดต่ำของออกซิเจนละลายน้ำนั้น  หากลดลงมากๆ  ในทันทีอาจทำให้ปลาตายได้  แต่ถ้าลดไม่มากนักก็อาจทำลายพืชและสัตว์น้ำเล็กๆที่เป็นอาหารของปลาและตัวอ่อนจะส่งผลให้ปลาขาดอาหารในที่สุด  ปลาก็จะลดจำนวนลง  ทุกทีนอกจากนี้น้ำเสียยังทำลายแหล่งเพาะวางไข่ปลา  เนื่องจากการตกตะกอนของสารแขวงลอยในน้ำ  ปกคลุมพื้นที่วางไข่ของสัตว์น้ำ  ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการแพร่พันธุ์โดยทางอ้อม  น้ำเสียที่ทำให้สภาพน้ำตามธรรมชาติของแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลง เช่น ความร้อนจากน้ำทิ้งที่ใช้หล่อเย็นจากโรงงานอุตสาหกรรมทำให้อุณหภูมิปกติของแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นจนปลาไม่อาจอยู่ได้  ไม่อาจแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ  จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าน้ำเสียที่เกิดจากสาเหตุต่างๆที่ไม่ได้มีการบำบัดก่อนลงสู่แหล่งน้ำนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะสารตกค้างจะกระจายไปตามห่วงโซ่อาหาร  ทำให้น้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสมในการอุปโภคบริโภคของมนุษย์ด้วย                                                                                                                           - ผลกระทบต่อการสาธารณสุข                                                                    

       น้ำเสียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนก็คือโรคระบาดต่างๆ  ซึ่งเกิดจากน้ำสกปรกเป็นพาหะ  แต่ถ้าเป็นน้ำเน่าเสียในแม่น้ำลำคลองก็จะส่งกลิ่นเหม็น  ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญเป็นการบั่นทอนสุขภาพของประชาชนผู้อาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง  และผู้สัญจรไปมา  ส่วนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารพิษเจือปน  จะก่อให้เกิดโรคร้ายแรง  ทำลายสุขภาพของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม  โดยทั่วไปเชื้อโรคที่พบในน้ำเสียที่ก่อให้เกิดโรคต่อมนุษย์ได้ มี 4 ชนิด คือ แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และพยาธิ โดยมีสาเหตุมาจากอุจจาระของมนุษย์ปนมากับน้ำเสีย โรคติดเชื้อจากสิ่งขับถ่ายสามารถติดต่อสู่คน มี 2 วิธี คือ เกิดจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งขับถ่ายของบุคคลหนึ่งแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมแล้วเข้าสู่บุคคลอื่น และเกิดจากเชื้อโรคจากสิ่งขับถ่ายเข้าทางปาก โดยที่สัตว์พาหนะ เช่น หนูหรือแมลงต่าง ๆ ที่อาศัยสิ่งขับถ่ายในการขยายพันธุ์ จะรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเชื้ออาจอยู่ในตัว ลำไส้ หรือในเลือดของสัตว์พาหนะนั้น โดยที่คนจะได้รับเชื้อผ่านสัตว์เหล่านั้นอีกทีหนึ่ง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จำแนกเชื้อโรคตามลักษณะการติดเชื้อออกเป็น 6 ประเภท                                                                            ประเภทที่  1  การติดเชื้อไวรัสและโปรโตซัว สามารถทำให้เกิดโรคได้แม้ว่าจะได้รับเชื้อเพียงเล็กน้อย และสามารถติดต่อได้ง่าย ซึ่งการปรับปรุงระบบสุขาภิบาลเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ จะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพควบคู่กันด้วย                                                                   

 ประเภทที่  2  การติดเชื้อจากแบคทีเรีย จะต้องได้รับเชื้อในปริมาณที่มากพอจึงจะทำให้เกิดโรคได้ แต่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้ยาก เชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสามารถแพร่พันธุ์ได้ดีในที่ที่เหมาะสม ซึ่งการปรับปรุงระบบสุขาภิบาลเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ จะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพควบคู่กันด้วย                                             

 ประเภทที่  3  เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคได้ทั้งในระยะแฝงและระยะฝังตัว ได้แก่ ไข่พยาธิ ซึ่งไม่สามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้โดยตรง แต่ต้องการสถานที่และสภาวะที่เหมาะสมเพื่อเจริญเติบโตเป็นตัวพยาธิและเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้นการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี เช่น การกำจัดสิ่งขับถ่ายที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงเป็นการป้องกันมิให้มีสิ่งขับถ่ายปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม                                                                                    ประเภทที่  4 พยาธิตัวตืดอาศัยอยู่ในลำไส้คน ไข่พยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ ถ้าการกำจัดสิ่งขับถ่ายไม่เหมาะสม ก็จะทำให้สัตว์จำพวกโค กระบือ และสุกร ได้รับไข่พยาธิจากการกินหญ้าที่มีไข่พยาธิเข้าไป ซึ่งไข่พยาธินี้เมื่อเข้าไปในร่างกายสัตว์แล้วจะกลายเป็นซีสต์ (Cyst) และฝังตัวอยู่ตามกล้ามเนื้อ คนจะได้รับพยาธิโดยการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบ ๆ ดังนั้นการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี เช่น การกำจัดสิ่งขับถ่ายที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงเป็นการป้องกันมิให้มีสิ่งขับถ่ายปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม

ประเภทที่  5 พยาธิที่มีบางระยะของวงชีวิตอยู่ในน้ำ โดยพยาธิเหล่านี้จะมีระยะติดต่อตอนที่อาศัยอยู่ในน้ำ โดยจะเข้าสู่ร่างกายคนโดยการไชเข้าทางผิวหนังหรือรับประทานสัตว์น้ำที่ไม่ได้ทำให้สุก ดังนั้นการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี จึงเป็นการป้องกันมิให้พยาธิเหล่านี้ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม

ประเภทที่ 6 การติดเชื้อโดยมีแมลงเป็นพาหะ แมลงที่เป็นพาหะที่สำคัญ ได้แก่ ยุง แมลงวัน โดยยุงพวก Culex pipines จะสามารถสืบพันธุ์ได้น้ำเสีย โดยเชื้อจะติดไปกับตัวแมลง เมื่อสัมผัสอาหารเชื้อก็จะปนเปื้อนกับอาหาร ดังนั้นการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี จึงเป็นการป้องกันพาหนะเหล่านี้                                                               

     4.3  ผลกระทบต่อการผลิตน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค                                                            

                          น้ำเสียกระทบกระเทือนต่อการผลิตน้ำดื่มน้ำใช้อย่างยิ่ง  แหล่งน้ำสำหรับผลิตประปาส่วนใหญ่  ได้แก่  แม่น้ำลำคลอง  เมื่อแหล่งน้ำเกิดเน่าเสีย  คุณภาพน้ำลดลง  ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพเข้าเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มจะเพิ่มขึ้น  เมื่อแหล่งน้ำเสียเพิ่มขึ้น  การเลือกแหล่งน้ำเพื่อการประปาก็ยิ่งยากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้น  นอกจากนี้การผลิตน้ำเพื่อใช้ในกิจการอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำที่มีคุณสมบัติชนิดพิเศษในกระบวนการผลิต  เช่น  น้ำเข้าหม้อกลั่นต้องการน้ำอ่อนมาก  น้ำใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษและเส้นใยต้องการน้ำที่มีปริมาณเหล็ก  มังกานีส  น้อยมาก  น้ำในโรงงานรีดเหล็ก  ต้องการน้ำที่มีปริมาณคลอไรด์ต่ำกว่ามาตรฐานน้ำดื่ม  น้ำเหล่านี้ต้องใช้กระบวนการพิเศษ  เพื่อทำให้น้ำสะอาดขึ้นตามเกณฑ์ที่ต้องการ  ดังนั้นน้ำเสียจึงกระทบกระเทือนต่อกระบวนการผลิตน้ำในการแยกสิ่งเจือปนที่ไม่ต้องการออก  ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังทำให้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องจักรที่เสียหายเนื่องจากการใช้น้ำไม่ได้คุณภาพ                  

                   4.4  ผลกระทบต่อการประมง                                                                                   

                          น้ำเสียทำให้สัตว์น้ำต่างๆ  เช่น  ปลา  กุ้ง  ตาย  หรือค่อยๆลดลง  เนื่องจากมันไม่สามารถดำรงชีวิต  และแพร่พันธุ์ได้ตามธรรมชาติ  น้ำที่เกิดจากสารพิษ  อาจทำให้ปลาตายทันที  ส่วนน้ำเสียที่ทำให้เกิดการลดต่ำของออกซิเจนละลายในน้ำ  ถึงแม้จะไม่ทำให้ปลาตายทันที  แต่ก็อาจทำลายพืช  และสัตว์เล็กๆ  ที่เป็นอาหารของปลาและตัวอ่อนทำให้ปลาขาดอาหาร  ในที่สุดปลาก็จะลดลงทันที  ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อการประมงยิ่งขึ้น  ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำถ้าหากลดลงมากๆ  ในทันทีก็อาจทำให้ปลาตายได้  นอกจากนี้น้ำเสียยังทำลายแหล่งเพาะวางไข่ของปลา  เนื่องจากการตกตะกอนของสารแขวนลอยในน้ำเสียปกคลุมพื้นที่วางไข่ของปลา  ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ของมันโดยอ้อม  น้ำเสียที่ทำให้สภาพตามธรรมชาติของแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลงไป  เช่น  ความร้อนจากน้ำทิ้งที่ใช้ระบบหล่อเย็น(cooling  water)จากโรงงานอุตสาหกรรม  ทำให้อุณหภูมิปกติของแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นจนปลาไม่อาจอยู่ได้  และไม่อาจแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ  น้ำมันที่ทิ้งลงสู่แหล่งน้ำโดยการรั่วไหลจากเรือหรือจากเหตุอื่นใดก็ตาม  ทำให้การเติมออกซิเจนจากอากาศบนผิวน้ำตามธรรมชาติเป็นไปได้ยาก  ซึ่งเป็นการขัดขวางการเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายตามธรรมชาติเพื่อทดแทนออกซิเจนละลายในน้ำที่ถูกใช้ไป  ปริมาณออกซิเจนในน้ำก็จะลดน้อยลงทุกทีจนเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตของปลา  นอกจากน้ำมันจำนวนมากขึ้นอาจไปปกคลุมเหงือกปลา  ทำให้การหายใจยากขึ้น  หรือหายใจไม่ได้เลย  ทำให้ปลาตายในที่สุด  นอกจากปลาที่มีเครื่องช่วยหายใจ  อาจอยู่ได้นาน  หรืออยู่ได้ตลอดเวลา  นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบห่วงโซ่อาหาร  อุณหภูมิ  และชนิดของสาหร่ายที่เป็นอาหารสัตว์น้ำด้วย                                                                                                      

               4.5  ผลกระทบต่อการคมนาคม                                                                                        

                      การที่แหล่งน้ำมีตะกอน  ขยะมูลฝอย  ทับถมกันมากขึ้น  จะทำให้แหล่งน้ำมีสภาพตื้นเขิน  ส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางน้ำ  ทำให้การคมนาคมไม่สะดวก  และต้องเสียงบประมาณในการลอกคลองสูง                                                                                                 

              4.6  ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว                                                                                                

                     แม่น้ำ  ลำธาร  แหล่งน้ำอื่นๆ  ที่สะอาด  เป็นความสวยงามตามธรรมชาติ  ผู้คนใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในการว่ายน้ำ  ตกปลา  แล่นเรือ  และอื่นๆ  ถ้าหากแหล่งน้ำเหล่านี้สกปรกความสวยงามย่อมหมดไป  แหล่งน้ำไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ  เพราะเป็นที่รังเกียจเนื่องจากมีสีสันสกปรกและกลิ่นเหม็น  นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต  และอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำเน่าด้วย  อนึ่ง  การพัฒนาแหล่งน้ำให้สวยงาม  สะอาด  เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ  นอกจากจะส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนแล้ว  ยังแสดงถึงการกินดีอยู่ดีของประชาชน  ความเจริญทางวัฒนธรรมของบ้านเมือง  และยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศอีกด้วย                                                              

            4.7  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม                                                                             

                   น้ำทิ้งที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะจากกิจกรรมต่างๆ  ของมนุษย์  อาทิ  โรงงานอุตสาหกรรม  โรงพยาบาล  ตลาดสด  ภัตตาคาร  และอื่นๆกอ่ให้เกิดน้ำเน่าเสียทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ                                                                                                                                     4.8  ผลกระทบต่อปัจจัยต่างๆทางสิ่งแวดล้อม                                                                                

                  สารมลพิษต่างๆ  ที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำอาจมีผลกระทบต่อปัจจัยต่างๆทางสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำเองด้วย  เช่น  อาจเปลี่ยนแปลงด้านอุณหภูมิ  สี  กลิ่น  ค่าความเป็นกรดด่าง  เป็นต้น  รวมทั้งอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านชนิดและจำนวนของสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนประกอบของระบบนิเวศจนอาจทำให้สมดุลตามธรรมชาติเสียไปได้                    

2.3  ปัญหาการใช้พลังงานของมนุษย์

 

มนุษย์มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อการดำรงชีวิตทั้งที่เป็นพลังงานที่ได้จากสารอาหารและพลังงานเพื่อการหายใจ  โดยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบสิ่งแวดล้อมที่มีการพึ่งพาอาศัยกัน สิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งต้นกำเนิดพลังงานให้กับสิ่งมีชิวิตในระบบนิเวศของทุกระบบนิเวศในโลก และขณะเดียวกันการดำรงชีพอยู่ของสิ่งมีชีวิตก็ต้องอาศัยพลังงานด้วย ได้แก่ พลังงานความร้อน พลังงานแสง  พลังงานไฟฟ้า  พลังงานจากเชื้อเพลิง  พลังงานเสียง และพลังงานน้ำ  เป็นต้น  แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมนุษย์เป็นผู้ใช้พลังงานอย่างมากมายมหาศาล  โดยเฉพาะเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนยานพาหนะและใช้ในโรงงานการผลิตทางอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีความตระหนักในการใช้ทรัพยากรพลังงานให้เหมาะสม  และจำเป็นต้องแสวงหาพลังงานทดแทนอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพต่อไป เพื่อให้สามารถมีพลังงานใช้ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันและในอนาคตได้

2.3.1  ความสำคัญของพลังงาน

พลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประเทศใดมีทรัพยากรทางด้านพลังงานมากก็จะได้เปรียบในการพัฒนาประเทศ ในอดีตมนุษย์นำพลังงานมาใช้ในการดำรงชีวิต เริ่มจากการใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีของไม้หรือหิน  พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญ ในการส่งเสริมสวัสดิภาพความผาสุกของประชาชนแต่ละประเทศทั่วโลก และความมั่นคงของประเทศทั้งทางการเมือง การทหาร ทางเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งีตาะกเศรษฐกิจแฐกิจและสังคม  ะได้เปรียบทางพลังงานเชื้อเพลิงจากธรรมชาติ  คือ ก๊าซธรรมชาติ  น้ำมันดิบ  และถ่านหิน จะทำให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจทุกสาขาเช่น อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การไฟฟ้า เป็นต้น  จึงเห็นได้ว่าปริมาณการใช้พลังงานมีความสัมพันธ์ กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ซึ่งทำให้ประเทศมีความมั่นคง และมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

               2.3.2  ความหมายของพลังงาน (นิวัต  เรืองพานิช.   2542)

พลังงาน  หมายถึง  แรงที่ได้จากธรรมชาติ  ประกอบด้วยพลังงานที่มาจาก  2  แหล่ง  คือ พลังงาน           ต้นกำเนิด  (Primary  energy)  ได้แก่  พลังงานจากแสงแดดเพื่อการปรุงอาหารของพืช  พลังงานจากน้ำและพลังงานจากลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า  พลังงานความร้อนใต้พิภพ  และรวมทั้งพลังงานจากฟอสซิล             (Fossil  fuel)  เช่น  ก๊าซธรรมชาติ  น้ำมันและถ่านหิน  นอกจากนี้ยังมีพลังงานจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร  เช่น  ข้าวโพด  แกลบและพลังงานนิวเคลียร์  พลังงานอีกประเภทเรียกว่า  พลังงานแปรรูป (Secondary  energy)  ได้แก่  พลังงานที่ได้มาจากพลังงานต้นกำเนิดแล้วนำมาดัดแปลงเพื่อผลิตหรือแปรรูปให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  เช่น  พลังงานไฟฟ้า  ก๊าซหุงต้ม  ถ่านโค๊ก  และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 

2.3.3  ประเภทของพลังงาน

พลังงานสามารถจำแนกได้หลายประเภทตามเกณฑ์  ดังต่อไปนี้

1.  จำแนกตามประเภทของแหล่งพลังงาน  มี 2  ประเภท  คือ

                 1.1  พลังงานต้นกำเนิด  (Primary   energy)  เป็นพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ  ได้แก่  แสงแดด  ลม  น้ำ  ความร้อนใต้พิภพ  น้ำมันดิบ  ถ่านหิน  หินน้ำมัน  แก๊สธรรมชาติ  แร่นิวเคลียร์  ไม้ฟืน  ของที่เหลือทิ้งจากการใช้แล้ว  เช่น  แกลบ  ชานอ้อย  ขยะ  มูลสัตว์  เป็นต้น

                 1.2  พลังงานแปรรูป  (Secondary  energy)  เป็นพลังงานที่ได้จากการนำพลังงานต้นกำเนิดมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง  ๆ  กันได้แก่  ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง  แก๊สเหลวบรรจุถัง  แก๊สชีวภาพ  พลังงานไฟฟ้า  เป็นต้น

 

2.  จำแนกตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและตามความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ มี 2  ประเภท 

                 2.1 พลังงานตามรูปแบบ (Conventional  energy)  เป็นพลังงานที่ใช้กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  ได้แก่  ถ่านหิน  น้ำมันเตา  น้ำมันดีเซล  น้ำมันเบนซิน  ไฟฟ้าจากพลังน้ำ  เชื้อเพลิงนิวเคลียร์  เป็นต้น

                 2.2   พลังงานนอกรูปแบบ  (Non-conventional  energy)  ได้แก่  พลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวันแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเพราะกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม  ได้แก่  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานจากคลื่น  พลังงานความร้อนใต้พิภพ  พลังงานชีวมวล

3.  จำแนกตามแหล่งที่นำไปใช้ประโยชน์  ได้แก่

                 3.1  พลังงานหมุนเวียน  (Renewable  energy)  เป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  ได้แก่  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานน้ำ  พลังงานชีวมวล  พลังงานความร้อนใต้พิภพ

                 3.2  พลังงานที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป  (Non-renewable  energy)  เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปเพราะจะก่อให้เกิดขึ้นได้ต้องใช้เวลานานนับเป็นล้าน  ๆ  ปี  เช่น  เชื้อเพลิงจากฟอสซิล  แร่นิวเคลียร์  เป็นต้น

การใช้พลังงานของโลก

ในปัจจุบัน ทั่วโลกใช้พลังงานในรูปเชื้อเพลิงฟอสซิล (หรือไฮโดรคาร์บอน) ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน มากที่สุด รวมกันแล้วใช้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ อีก 2 เปอร์เซ็นต์มาจากพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนที่เหลืออีก 3 เปอร์เซ็นต์มาจากพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น พลังงานน้ำจากเขื่อน   พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล คลื่นในทะเล และความร้อนใต้ดิน เป็นต้น ในปี 2540 เพียงปีเดียว โลกเราใช้พลังงานไปถึง 9,371 พันล้านลิตรเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเกือบ 10,000 พันล้าน  หรือประมาณ 10 ล้านล้าน

อนาคตพลังงานโลก

คาดกันว่าน้ำมันยังคงเป็นเชื้อเพลิง ที่เอามาใช้กันมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ตามลำดับ 

 

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

นิวเคลียร์ 3%                                        หมุนเวียน 8%                                     ถ่านหิน25%
ก๊าซธรรมชาติ 27%                       น้ำมัน 37%

 

พลังงานสำรองของโลกใช้ได้อีกกี่ปี

น้ำมัน 42 ปี        ก๊าซธรรมชาติ 64 ปี       ถ่านหิน 220 ปี

 

พลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด

ถ่านหิน  43  %  นิวเคลียร์   20%  ก๊าซธรรมชาติ  19%  น้ำมัน   10%  พลังน้ำ  8%

ถ่านหิน  นิยมนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า  เพราะราคาถูก  ราคาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงและหาง่ายมีแหล่งขายมาก

 

พลังงานที่ใช้มากที่สุดในไทย  (2540)            

น้ำมัน 42%   พลังงานหมุนเวียน 26 % ก๊าซธรรมชาติ 17% ลิกไนต์ 9%  ถ่านหินนำเข้า  3%              

ซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 3% (http://www.eppo.go.th/doc/ doce/index.html Revision 25 มกราคม 2546)

 

ข้อควรคำนึงถึงเมื่อต้องผลิตไฟฟ้า (สิขรินทร์  ก้อนในเมือง  และคณะ, 2552)

1)  แหล่งเชื้อเพลิง  ว่ามีสำรองนานเท่าไร  ถ้าเก็บไว้ใช้ได้ไม่นานก็ไม่ควรเอามาใช้  ควรเลือกแหล่งที่มีใช้ได้นาน

2)  ความมั่นคง  สามารถจัดหา/จัดซื้อจัดจ้างหลายแหล่ง  ถ้ามีจากแหล่งใดแหล่งเดียวก็ถือว่าไม่มั่นคงเพราะอาจราคาแพง

3)  ราคาไม่สูงเกินไป  เพราะราคาสูงเกินกำลังที่ซื้อได้ก็ไม่คุ้มที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า

4)  มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด 

 

นโยบายพลังงานไทย (http://www.eppo.go.th/doc/ doce/index.html Revision 25 มกราคม 2546)

              นโยบายว่าด้วยพลังงานของไทย สรุปสั้นๆ มี 4 ประการคือ

     1.  ต้องจัดหาพลังงานให้พอใช้ มีคุณภาพ มีความมั่นคง และราคาไม่แพง สามารถหาได้ทั้งจากภายในประเทศและนอกประเทศ เพื่อจะได้กระจายแหล่งและชนิดของพลังงานให้หลากหลาย และจะได้ไม่ถูกประเทศคู่ค้าบีบบังคับมากจนเกินไป                                                                                                                          

                   2.  ชักจูงให้ประชาชนและโรงงานประหยัดพลังงาน ให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจมีมาตรการบังคับให้ประหยัดด้วย โดยออกเป็นกฎหมาย เช่น กำหนดมาตรฐานต่างๆ เป็นต้นว่า       

                             1. มาตรฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ไฟฟ้า ต้องใช้ไฟน้อย เช่น ตู้เย็นเบอร์ 5 ฯลฯ                                                                                                                                       

                             2. มาตรฐานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานในอาคารและโรงงาน ฯลฯ                      

                     3. ส่งเสริมให้บริษัทเอกชนมาร่วมผลิตพลังงานเพื่อลดภาระของรัฐ และทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น ได้บริการที่ดีขึ้น และราคาเป็นธรรม           

                  4.  ต้องมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เชื้อเพลิงใดที่มีมลพิษมาก ต้องมีมาตรการกำจัดออกให้ปลอดภัยก่อนปล่อยทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม

3.  ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก (สิขรินทร์  ก้อนในเมือง  และคณะ,  2551)

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม                                                                                                 

ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมากและมีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมิได้คำนึงถึงผล กระทบที่เกิดขึ้น  จากกิจกรรมดังกล่าวที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อเนื่องสู่สิ่งมีชีวิตต่างๆ  ที่อาศัยบนพื้นโลกนั้น  รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการนำไปใช้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนั้นก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา  ได้แก่

3.1 ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse  Effect)

ปรากฏการณ์เรือนกระจกนั้นแท้จริงแล้วเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิของโลกให้อบอุ่นพอเหมาะกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  ในปี  1896   นักเคมีชาวสวีเด็นชื่อ  Svante  Arahenius  เป็นคนแรกที่กล่าวถึงปัญหาปรากฏการณ์เรือนกระจก  เนื่องจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกสูง  ปรากฏการณ์เรือนกระจกนั้นเปรียบโลกเหมือนเรือนเพาะชำ  ที่มีกระจกล้อมทุกด้าน  ความโปร่งใสทำให้แสงแดดส่องผ่านเข้าไปในเรือนกระจกได้  ความร้อนที่เกิดจากแสงแดดนั้นถูกแผ่นกระจกซึ่งเปรียบเป็นฉนวนกันความร้อนกั้นให้อบอวลอยู่ในเรือนกระจกนั้น  ไม่สามารถระบายไปที่อื่นได้  ภายในเรือนเพาะชำจึงเกิดความร้อนและอุณหภูมิสูงขึ้น

 

ก๊าซเรือนกระจก  ได้แก่

 

1.  คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากที่สุดในบรรยากาศ  และเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรือนกระจก  50  %  ก๊าซ CO2จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม  แหล่งผลิตก๊าซ CO2ที่สำคัญคือ  การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล  เช่น ก๊าซธรรมชาติ  น้ำมัน  ถ่านหิน  การเผาป่า  และการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวภาพ

2.  คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluoro  Carbon : CFC)  เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรือนกระจก  20 %  มีหลายประเภท  เช่น  CFC-11, CFC-12,  CFC-13 เป็นต้น  สาร  CFC  ค้นพบโดย  Thomas  Midjlay  นักวิจัยของบริษัทเจเนรัลมอเตอร์  ฟิจิแดร์  ในปี  1930  เมื่อทางบริษัทต้องการให้หาสารทำความเย็นตัวใหม่ที่ปลอดภัยกว่าแอมโมเนีย  แต่ก่อนนี้ไม่จัดว่า CFC  เป็นสารอันตรายเพราะไม่ติดไฟง่ายและไม่สลายตัวง่าย  จึงใช้กันอย่างกว้างขวางในด้านอุตสาหกรรม  เช่น  ฟรีออน  ซึ่งเป็นน้ำยาเครื่องปรับอากาศในรถยนต์  เครื่องปรับอากาศตามบ้าน  เครื่องระบบทำความเย็นและตู้เย็น  อุตสาหกรรมพลาสติก  กระป๋องสเปรย์  สารเคมีดับเพลิง  โฟมบางชนิดซึ่งมักเรียกว่า  สไตโรโฟมที่ทำจาก  CFC  สิ่งที่เป็นปัญหาคือ  สารนี้คงอยู่ในบรรยากาศได้นานถึง  75-110  ปี  เป็นการกักเก็บความรอนได้มากกว่า  .  คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  ถึง  12,000  เท่า  และมีอัตราการเพิ่มสูงกว่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ  มาก  จนทั่วโลกต้องหามาตรการในการลดการใช้สารอันตรายนี้

3.  มีเทน (CH4)  เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาดังกล่าว  15  %  เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง  เช่น  การทำนา  การเผาเชื้อเพลิงชีวภาพ  การเลี้ยงสัตว์  การเกิดก๊าซในกองขยะ  การขุดเจาะก๊าซและถ่านหิน  แต่มีมากที่สุดคือ การหมักเน่าเหม็นในที่ลุ่มชื้นแฉะ ส่วนมากจะเป็นผลผลิตของแบคทีเรียที่เรียกว่า  Methanogens  ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน  แต่ที่น่าประหลาดคือ  ก๊าซนี้เพิ่มขึ้นในขณะที่ ที่ลุ่มชื้นแฉะลดลงทุกปี  จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าน่าจะมาจากการขยายตัวทางการเกษตร  ซึ่งพบว่า  มีนาข้าวเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

4.  โอโซน (O3)  ประกอบด้วยออกซิเจน  3  อะตอม  มีสีน้ำเงินอ่อน  ไม่มีเสถียรภาพ ละลายน้ำได้  และมีความไวต่อการทำปฏิกิริยา  มีมากในชั้นสตราโตรสเฟียร์  เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรือนกระจก  8% โอโซนเกิดจากการรวมตัวของออกซิเจนอะตอมกับโมเลกุลของออกซิเจน  จากกระบวนการ  Photolysis  เมื่อแสงแดดทำให้ไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2)  แตกตัวเป็นไนตริกออกไซด์  หรือไนโตรเจนออกไซด์ (NO)  และออกซิเจนอะตอม

 

NO2                                                          NO    +        O

ซึ่งออกซิเจนอะตอมจะรวมตัวกับโมเลกุลของออกซิเจนได้โอโซน

 

O       +       O2                                            O3

 

โอโซนจะทำปฏิกิริยาอย่างรวดเรวกับ  NO  ได้เป็น   NO2  กับ  O2

 

O3          +           NO                                       NO2           +            O2

 

ไนโตรเจนออกไซด์ที่เกิดขึ้นมากในเมืองส่วนใหญ่มาจากรถยนต์  จากโรงงาน  โรงไฟฟ้า  โรงกลั่นน้ำมัน  เป็นต้น  ดังนั้นการที่โอโซนมีเพิ่มมากขึ้นในชั้นบรรยากาศล่างสุด  เรียกว่า  Troposphere  Ozone

5)  ไนตรัสออกไซด์  (N2O)  เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรือนกระจก  6%  เกิดจากจุลินทรีย์  การย่อยสลายปุ๋ยเคมี  การเผาไหม้ไม้และเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีไนโตรเจนสูง  และรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน  และไม่มีระบบเครื่องกรองไอเสีย

 

ผลกระทบ

 

1)  การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ  บริเวณซีกโลกเหนือฤดูหนาวจะสั้นลง  ฤดูฝนและฤดูร้อนจะยาวนานขึ้นและแห้งแล้งกว่าเดิม  ในเขตอบอุ่น  ฤดูหนาวสั้นลงและอบอุ่นกว่าเดิม  เขตทะเลทรายจะแห้งแล้งยิ่งขึ้น  และจะเกิดปัญหาแผ่นดินทะเลทรายเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะในเขตรอยต่อของพื้นที่ทะเลทราย

2)  การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล  ก๊าซเรือนกระจกดูดกลืนรังสีอินฟราเรดทำให้บรรยากาศร้อนขึ้น  ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  เกิดน้ำท่วมบางพื้นที่ที่ต่ำกวาชายฝั่ง  มีฝนตกมากขึ้นเพราะมีการระเหยกลายเป็นไอน้ำสู่บรรยากาศมากขึ้น  ขณะเดียวกันพื้นดินก็แห้งแล้งกว่าเดิม  เพราะการระเหยความชื้นในดินสูงเช่นกัน  มีผลต่อการไหลของน้ำผิวดิน  เกิดการกัดเซาะพังทลายของดิน  พื้นที่ป่า        ต้นน้ำเสื่อมโทรมรวดเร็ว  การละลายของธารน้ำแข็งขั้วโลกมากขึ้น  เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่งทะเล  ประชากรจำนวนมากต่างได้รับผลกระทบ  ต้องอพยพ  เกิดปัญหาสังคมและจิตวิทยามากขึ้น  เมืองสำคัญและท่าเรือจำนวนมากจะจมอยู่ใต้น้ำ  เช่น  นิวยอร์ค  โตเกียว  มนิลา และกรุงเทพฯ  เป็นต้น  ปัจจุบันประเทศ            มัลดีฟ อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดียได้อพยพประชากรให้พ้นจากน้ำทะเลท่วมแล้วบางส่วน  ประชากรกลุ่มนี้จึงเป็นผู้อพยพทางนิเวศวิทยากลุ่มแรกของโลก

3)  การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยาของโลก  การที่โลกร้อนขึ้นทำให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้  ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากกว่าทรัพยากรอื่นจะลดพื้นที่ลง  สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวอยู่ได้ก็จากตายและสูญพันธุ์ไป  พื้นที่ขอบทะเลทรายจะกลายเป็นพื้นที่ทะเลทรายแห้งแล้งมากขึ้น  ทำให้พืชลดปริมาณลง ส่งผลให้คาร์บอนไดออกไซด์เหลือใช้และค้างอยู่ในบรรยากาศมากขึ้น  การกัดเซาะพังทลายของดินเพิ่มขึ้น  ดินเสื่อมสภาพเร็วขึ้น  เกิดภาวะน้ำท่วม  ไฟป่า  พายุบ่อยคร้งและรุนแรงขึ้น  ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารของพืช  สัตว์  และมนุษย์

4)  ผลกระทบทางการเกษตร  เมื่ออุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น  พื้นที่ทะเลทรายมีมากขึ้น  พืชไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับสภาพแวดล้อมใหม่  เกิดการย้ายถิ่นของพืชในแหล่งใหม่  การที่คาร์บอนไดออกไซด์มีมากขึ้น  เป็นปุ๋ยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตเร็วและโตกว่าเดิม  แต่พืชจะขาดไนโตรเจนและทำให้ความต้านทานของโลกและแมลงต่ำลง  ดินอุดมสมบูรณ์น้อยลง  บางพื้นที่ผลผลิตต่ำ  บางพื้นที่ผลผลิตสูงขึ้นราคาก็จะถูกลงมีผลกระทบต่อระบบการค้า  ฉะนั้นจะต้องปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ให้ทนต่ออากาศร้อนแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

5)  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

- อากาศในตัวเมืองร้อนยิ่งขึ้น  ทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น  สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงฟอสซิล

-  ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ  ทำให้รายได้ลดลง  และปุ๋ยราคาแพงขึ้นเพราะต้องใช้ปุ๋ยมากขึ้น  เพื่อใช้ในการเร่งผลผลิต  เมื่อต้นทุนการผลิตสูงจึงมีผลต่อการลดอัตราการจ้างแรงงานทางการเกษตรลง          เพื่อลดต้นทุนการผลิตลง

-   การขาดแคลนอาหารในกลุ่มประเทศยากจนมากขึ้น  เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่ทะเลทรายสู่บริเวณขอบทะเลทราย

- ได้รับผลกระทบจากการรุกของน้ำทะเล  ทำให้พื้นที่ใช้ประโยชน์โดยเฉพาะทางการเกษตรมีน้ำเค็มเข้าสู่พื้นที่

-   ฝนตกทิ้งช่วง  ถ้าฝนทิ้งช่วงนานจะมีผลต่อพืชผลทางการเกษตร

-   การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวผิดพลาด

-   ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว  ชายหาดที่มีชื่อเสียงอาจจมอยู่ใต้ทะเล

- เกิดอพยพทางนิเวศวิทยาของประชากรชายฝั่งมากขึ้น  เกิดปัญหาที่ดินทำกิน  ที่อยู่อาศัย  การประกอบอาชีพใหม่  การปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมใหม่

- ปัญหาด้านสุขภาพของประชากร  มีอัตราการตายของเด็กและผู้สูงอายุสูงขึ้น  เนื่องจากการเปลี่ยน แปลงของอุณหภูมิ  เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคง่ายขึ้น

- รัฐต้องลงทุนด้านการแก้ไขปัญหาต่างๆ สูง  เช่น  การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร  เป็นต้น

- การพัฒนาประเทศเกิดการชะงักงัน

การป้องกันและแก้ไขปัญหา

1)  การป้องกันโลกร้อนขึ้น  (Prevention)

-  การผลิตก๊าซเรือนกระจก  โดยเน้นหลักการอนุรักษ์พลังงานและลดการใช้พลังงาน ฟอสซิล เช่น  การรีไซเคิล (Recycle)  การรียูส  (Reuse)  การผลิตเทคโนโลยีสะอาดทดแทน  เช่น  พลังงานน้ำ  พลังงานลม  พลังงานแสงอาทิตย์  การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน  เช่น  หลอดผอม  หลอดตะเกียบ  เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์  5  เป็นต้น

2) การลดระดับความรุนแรง  (Mitigation)

-  การอนุรักษ์และปลูกป่าเพิ่มขึ้น  เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ

   การทำเกษตรกรรมยั่งยืน  เช่น  วนเกษตร,  เกษตรผสมผสาน

3)  การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่  (Adaptation)

- ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป  ต้องมีการวางแผนป้องกัน  และแก้ไขปัญหาที่ดี  โดยเฉพาะปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น  สภาพอากาศร้อนขึ้น

-  การลดปริมาณการเพิ่มของประชากร  เพราะถ้าประชากรเพิ่มจะก่อให้เกิดความร่อยหรอของทรัพยากร  ทรัพยากรเสื่อมโทรมลง  เพราะฉะนั้นต้องมีการวางแผนคุมกำเนิดเพื่อลดอัตราการเพิ่มของประชากร  ให้หนึ่งครอบครัวมีบุตรได้  2  คน  เป็นอัตราทดแทนพ่อและแม่

 

3.2 การลดลงของชั้นโอโซน(O3)

โอโซน(O3)มีความสำคัญต่อมนุษย์คือ

1)  เป็นเครื่องกรอง  (filter) รังสี  UV  ได้ 70-90%  ซึ่งรังสี  UV  จะทำให้เกิดผิวหนังเกรียม  เหี่ยวย่น  มะเร็งผิวหนัง  ตาต้อกระจก

2)  ช่วยรักษาอุณหภูมิโลกให้อบอุ่น

สารเคมีที่ทำลายโอโซน  เป็นสารประกอบประเภท  ไนโตรเจน  คลอรีน  ไฮโดรเจน  และฟลูออรีน  ที่ผลิตขึ้นมาปริมาณมากจากสังคมอุตสาหกรรม

 

ผลกระทบ

1.  ต่อพืช  การลดลงของโอโซนทำให้ระบบนิเวศบนพื้นโลกได้รับรังสี  UV  มาก  ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช  ฮอร์โมนพืชถูกทำลาย  ลดการสังเคราะห์แสง  การคายน้ำ  และการผลิดอกของพืช             ทำให้พืชต้นเล็กแคระแกร็น

2.  ต่อสุขภาพ  การได้รับ  UV  ในปริมาณพอเหมาะ  จะมีประโยชน์ต่อมนุษย์  ทำให้ได้รับวิตามินดีแก่ผิวหนัง  แต่ถ้าได้รับ  UV  มากเกินไปจะทำให้ผิวหนังไหม้   พุพอง  เหี่ยวย่น  เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง                ตาพร่าเป็นต้อกระจก

3)  ต่อแหล่งน้ำและมหาสมุทร  UV-B  มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสาหร่ายและแพลงตอนพืชทำให้มีปริมาณลดลงส่งผลต่อโซ่อาหารในแหล่งน้ำ  เมื่อผู้ผลิตในระบบนิเวศแหล่งน้ำลดลงก็จะมีผลต่อผู้บริโภคในระดับต่างๆ  จะขาดแคลนอาหารและมีปริมาณลดลงและตายไป  เมื่อปลาและสัตว์อื่นลดลงจะส่งผลต่อมนุษย์เช่นกัน

4)  ต่อวัตถุ  ทำให้วัสดุอุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ  เช่น  พลาสติก  แผ่นฟิล์มคลุมดิน  อุปกรณ์ตกแต่ง  สีเหล็ก  ฯลฯ

การป้องกัน

1)  เลิกใช้อุปกรณ์ที่ใช้สาร  CFC  และใช้สารเคมีที่ไม่ทำลายชั้นโอโซนแทน

2)  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุข้างกระป๋องว่า  Ozone  Friendly  or  Free

3)  หลีกเลี่ยงการใช้โฟมเป็นฉนวนกันความร้อน  อาจใช้ไฟเบอร์กลาส  หรือเซลลูเลสแทน

4)  ใช้อนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล

ปี  1974  Sherwood  Rowland  และ  Mario  Molina  ได้เสนอทฤษฏีว่า  สาร  CFC  เป็นสารที่ทำลายชั้นโอโซนในชั้นสตราโทรสเฟียร์  จนกระทั่งปี  1981  ผู้เชี่ยวชาญกฏหมายและเทคนิคโดยความเห็นชอบของคณะมนตรีบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ  (UNEP)  ได้ร่างอนุสัญญาเพื่อพิทักษ์ชั้นโอโซนขึ้นในปี  1985  ซึ่งอนุสัญญาเวียนนาที่กรุงเวียนนา  ประเทศออสเตรีย  บังคับใช้ในเดือน  กันยายน   1989  โดยมีสาระสำคัญคือ  การป้องกันชั้นโอโซนถูกทำลาย  และมีการวิจัยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันชั้นโอโซนถูกทำลายด้วย  อนุสัญญาดังกล่าว  กำหนดขึ้นเป็นแผนคู่ขนานพิธีสาร  ชื่อ  พิธีสารมอน ทรีออล  บังคับใช้เดือน มกราคม  1989  โดยประเทศสมาชิกร่วมลงสัตยาบันเพื่อลดการผลิตและการใช้สาร  CFC  และ Halon  และมีการแก้ไขที่กรุงโคเปนฮาเกน  ประเทศเดนมาร์ก  เมื่อปี  2539   เพื่อเลิกผลิตสาร  CFC  ,  ฮาลอน,  คาร์บอนเตตระคลอไรด์  และเมทิลคลอโรฟอร์ม  ให้หมดสิ้นในปี  2548  ซึ่งประเทศไทยไม่ใช่ผู้ผลิตแต่นำเข้าสารดังกล่าว  และร่วมลงนามเมื่อกรกฏาคม  2532

 

3.3 ภาวะฝนกรด

ฝนที่เป็นกรดมากกว่าปกติ  เนื่องจากมีซัลเฟอร์/Nitric  acid  ซึ่งเกิดจาก  SOx  และ   NOx

ในบรรยากาศ  (ฝนปกติมีค่า  pH  =  5.6  ถ้าฝนกรดจะมีค่า  pH  ต่ำกว่า  5.6  )  โดย  Robert  Angus Smith เป็นผู้กล่าวถึงภาวะฝนกรดเป็นแรก  โดยได้พิมพ์เรื่องเคมีของฝนที่เมืองแมนเชสเตอร์  ประเทศอังกฤษมี  3  ชนิด  คือ  คาร์บอเนตของแอมโมเนียในท้องทุ่ง  ซัลเฟตของแอมโมเนียในชานเมือง  และซัลเฟอร์ในเมือง  ซึ่งทำให้ท่อโลหะกร่อน

สาเหตุ

1)  การถลุงแร่  เช่น  ทองแดง  นิกเกิล  ฯลฯ  จะปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกมาและถูกออกซิไดซ์เป็นออกไซด์ของซัลเฟอร์ก่อให้เกิดภาวะฝนกรดได้

2)  การสันดาป  จะผลิตออกไซด์ของไนโตรเจนสู่บรรยากาศ

3)  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  จะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์สู่บรรยากาศ

4)  การระเบิดของภูเขาไฟ  จะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์สู่บรรยากาศเกิดฝนกรดได้

ผลกระทบ

1)  ต่อป่าไม้  ไม้ยืนต้นตาย  ใบร่วง  เกิดการชะล้างธาตุอาหารจากใบไม้  เมล็ดไม่งอก  ต้นที่ยังอยู่จะผิดปกติใบหงิกงอ

2)  ต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำ  ก่อให้เกิดกรดในแหล่งน้ำ   มีผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ  เช่น  ปลาตาย  มีผลต่อการเจริญเติบโต  และการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ

3)  ต่อสัตว์ทำให้มีอาการผิดปกติ  รูปร่างผิดปกติ  เปลือกไข่บางลง  แตกง่าย โอกาสที่ไข่ไม่ฟักตัวสูง

4)  ต่อผลผลิตทางการเกษตร  เกิดการทำลายใบ  ชะล้างธาตุอาหารพืช  ยับยั้งการแตกตาของพืช  ยับยั้งการสังเคราะห์แสง  จึงทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

5)  ต่อสถานที่พักผ่อน  วัสดุต่างๆ  ฝนกรด  ก่อให้เกิดการกัดกร่อนสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ต่างๆ  โดยเฉพาะที่สร้างด้วยหินปูน  และหินอ่อน  วัสดุต่างๆ  เมื่อถูกฝนกรดเกิดการสึกกร่อนได้ง่าย

การป้องกันและแก้ไข

1)  ลดปริมาณ  SO2  และ  NOx  เป็นความพยายามของนานาชาติในการควบคุมการปล่อยก๊าซดังกล่าว  โดยได้วางวิธีปฏิบัติ  3  ขั้นตอนคือ

                 ขั้นที่  1  ได้ติดเครื่องกรองอากาศกับโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

                 ขั้นที่  2  พยายามใช้ถ่านหิน/ก๊าซธรรมชาติที่มีกำมะถันต่ำเป็นเชื้อเพลิง

                 ขั้นที่  3  ใช้ถ่านหินที่สกัดกำมะถันออกแล้วเป็นเชื้อเพลิง

2)  การใส่ปูนขาว  ช่วยแก้ปัญหาการสะสมของกรดในแหล่งน้ำ  ปรับสภาพแหล่งน้ำให้เป็นกลาง  ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้

3)  การค้นคว้าวิจัย  และเลือกพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ทนกรด

4)  ใช้พลังงานอื่นทดแทน  เช่น  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานน้ำ  พลังงานลม  หลอดไฟประหยัด (หลอดผอม  หลอดตะเกียบ)  ฯล  เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

5)  ใช้วิธีการ  Recycle  และ Reuse

3.4 ปรากกฎการณ์  เอล  นินโญ (EI  Nino)

- ปรากฏการณ์  เอล  นินโญ  เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก  2-7  ปี

- คือ ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำอุ่นอิเควเตอร์ในมหาสมุทรแปรซิฟิกไหลย้อนจากแปซิฟิกตะวันตก (แถบอินโดนิเซีย  ออสเตรเลีย)  ไปยังแปซิฟิกตะวันออก  (ทวีปอเมริกาใต้)  เพราะลมสินค้าที่เคยพัดไปทางตะวันตกอ่อนกำลังลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ปกติลมสินค้าจะพัดอ่อนกระตุ้นให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปทางตะวันตกจากแปซิฟิกตะวันออกไปสู่แปซิฟิกตะวันตุ ซึ่งจะทำให้ที่นี่มีน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ  2  ฟุต  และกระแสน้ำอุ่นทำให้เกิดพลังงานความร้อนที่สร้างไอน้ำ  เกิดเป็นเมฆและฝนในแถบอินโดนิเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย แต่เมื่อกระแสน้ำอุ่นไหลย้อนกลังไปทางแปซิฟิกตะวันออก  ก็จะทำให้ย่านนั้นมีเมฆและฝนมากปกติ  เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก

สรุปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

1)  ลมสินค้าพัดอ่อนลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

2)กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังแปซิฟิกตะวันออกพร้อมกับเมฆและฝนซึ่งในปีปกติกระแสน้ำอุ่นจะไหลไปถึงอินโดนีเซียทำให้เกิดฝนตกในภูมิภาคนี้  แต่ปีนี้กลับแห้งแล้งอย่างหนักรวมไปถึงนิวกินีและออสเตรเลียด้วย

3)  กระแสน้ำอุ่นเป็นชั้นนานกว่าปีปกติ  จะกดทับน้ำเย็นในบริเวณแปซิฟิกตะวันออก  ทำให้น้ำเย็นผุดขึ้นมาข้างบนไม่ได้

ผลกระทบ

1)   เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ  เช่น  บางพื้นที่เกิดน้ำท่วม  บางพื้นที่แห้งแล้ง  เกิดพายุไฟไหม้ป่า

2)  มีผลต่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง  เพราะความแปรปรวนของภูมิอากาศ

3) ด้านการประมง การที่กระแสน้ำอุ่นเป็นชั้นหนากว่าปีปกติจะทับน้ำเย็นในบริเวณแปซิฟิกตะวันออก  ทำให้น้ำเย็นผุดขึ้นมาข้างบนไม่ได้  ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเลขาดแคลนอาหารตายไปและอพยพไปอยู่บริเวณอื่น  ทำให้จำนวนปลาลดลงมีผลต่อผลิตผลด้านประมงลดลง  รายได้ลดลง

4)  ด้านเศรษฐกิจ  ทำให้ผลผลิตมวลรวมของประเทศขาดรายได้  เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ  รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากปรากฏการณ์ดังกล่าว  เช่น  การแก้ปัญหาน้ำท่วม  เป็นต้น

 

4.  ระบบเทคโนโลยีที่ใช้ในการบำบัด/กำจัดมลพิษ

 

ระบบเทคโนโลยี คือ  การนำเทคโนโลยีประเภท 2 ชนิด  และลักษณะต่างๆมาใช้ร่วมกันในการนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์  ที่มีเทคโนโลยีลดหรือบำบัด/จำกัดของเสีย รวมทั้งเทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพอื่นๆ  รวมอยู่ด้วย  ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืน

4.1  เทคโนโลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษของแข็ง

ของเสีย/มลพิษสิ่งแวดล้อมที่เป็นของแข็ง  เช่น  ขยะมูลฝอย  เศษชิ้นส่วนต่างๆ  จากการใช้ทรัพยากร  มีระบบกำจัด/บำบัด ดังต่อไปนี้

                4.1.1  ระบบการแยก  (Separation)  อาจแยกด้วยคน  เครื่องมือ/อุปกรณ์ธรรมดา  จนถึงขั้นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีการใช้อิเล็กทรอนิกส์  หรือใช้แม่เหล็กดูดโลหะ  เป็นต้น  ส่วนที่ใช้ได้อีกก็สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง  บางส่วนต้องผ่านกระบวนการที่มีเทคโนโลยีรีไซเคิล  บางส่วนอาจต้องนำไปทำลาย  โดยกระบวนการความร้อน  ทำให้เป็นกลางหรือฉาบด้วยซีเมนต์หรือโลหะ  หรือเอาไปฝังกรบ

                4..1.2   ระบบกรอง  (Filtration)  คือ  แยกเศษของเหลือขนาดใหญ่ออก  โดยให้ของเหลือที่มีขนาดเล็กผ่านมีโครงสร้างตั้งแต่การใช้วัสดุขนาดใหญ่เพื่อให้ได้รูขนาดใหญ่  จนถึงวัสดุให้มีขนาดใหญ่ กว่ารูวัสดุก็จะค้างอยู่  สมารถนำไปกำจัดได้  เช่น  การฝังกลบ  การเผา  ส่วนของเหลวที่ทะลุผ่านนั้นอาจใช้สารเคมีทำให้มีการตกตะกอนอีกขั้นหนึ่งและนำตะกอนไปกำจัด  ส่วนของเหลวที่ทะลุผ่านอาจนำไปใช้ได้  หรืออาจมีการฆ่าเชื้อ

                4.1.3 ระบบฝังกลบ (Landfill)  นิยมใช้กับขยะ  จำเป็นต้องใช้พื้นที่มีการก่อสร้างหลุมให้ลึกพอประมาณ  อัดพื้นและด้านข้างให้แน่นมิให้มีการซึมเกิดขึ้น  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของน้ำเสียจากขยะไปยังน้ำใต้ดิน  หรือแหล่งน้ำใกล้เคียง  บางกรณีอาจใช้แผ่นวัสดุสังเคราะห์รองพื้นและด้านข้างมิให้เกิดการซึมขึ้น  ปกติการฝังกลบขยะใช้เวลานานกว่าขยะสลายตัว  คือไม่น้อยกว่า  5  ปี  บางชนิดอาจไม่สลายตัวเลย

                4.1.4  ระบบการทำปุ๋ยหมัก (Composting)  เป็นการเลือกเฉพาะของเหลือที่เป็นสารอินทรีย์  ฝังกลบในบ่อหมักหรือสิ่งก่อสร้างขึ้น  อาจไม่จำเป็นต้องใช้จุลินทรีย์ช่วยเป็นตัวเร่งก็ได้  เพราะในธรรมชาตินั้นมีจุลินทรีย์ปนเปื้อนอยู่แล้ว    สามารถทำให้การย่อยสลายเกิดขึ้น  การหมักอินทรีย์นี้ก่อให้เกิดความร้อนสูงในกระบวนการทางชีวเคมี  เกิดก๊าซชีวภาพ  (Biogas)  ที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้  ส่วนความร้อนที่เกิดขึ้นอาจสูงขึ้นถึงประมาณ  80  องศาเซลเซียส

                4.1.5  ระบบการเผา  (Burning)  เป็นระบบที่ต้องใช้ความร้อนสูง  เพราะการเผานั้นก่อให้เกิดก๊าซพิษและขี้เถ้า/สารพิษตกค้างได้  ระบบการเผานั้นมีโครงสร้างสำคัญคือ  เตาเผา  และเครื่องกรองอากาศเพื่อกำจัดสารพิษและฝุ่นละอองจากควันที่ออกจากเตาเผา  เถ้า/ขี้เถ้าที่เหลือมักจะมีการปนเปื้อนสูงจึงต้องหาทางกำจัดโดยมีลานตาก  มีกระบวนการทำให้เจือจางหรือมีการเปลี่ยนรูปจากที่มีพิษไม่ให้มีพิษ  เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์  บางประเทศจะใช้ขี้เถ้าส่วนใหญ่ที่ได้จากเตาเผาธรรมดาถมพื้นที่นันทนาการ  ส่วนที่ได้จากเตาเผาแบบให้ความร้อนสูงมักใช้ถมถนน/ก่อสร้างถนน

4.2  เทคโนลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษของเหลว

ของเหลวนี้คือ  น้ำเสีย  (wastewater)  น้ำมัน (Oil)  และไขมัน (grease)  ซึ่งมีระบบบำบัด/กำจัดเฉพาะ ดังต่อไปนี้

                4.2.1 ระบบการใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย  นิยมใช้กับน้ำเสีย  ซึ่งมีสารอินทรีย์ปนเปื้อนโดยเฉพาะน้ำเสียจากชุมชน  ที่นิยมคือ  การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย (treatment  pond)  ถ้าเป็นไปได้ต้องสร้างบ่อให้ผิวน้ำแผ่กว้าง  เพื่อให้ออกซิเจนจากอากาศสัมผัสได้มาก  ทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี  ถ้าไม่ได้มากหรือไม่เพียงพอต้องใช้เครื่องเติมอากาศ (aerator)  ช่วยถ้าไม่เพียงพออาจจำเป็นต้องใช้สารทำให้ตกตะกอน (coagulants)  ให้มลสารบางตัวตกตะกอนได้  ทำให้น้ำใสขึ้น  ถ้าดำเนินการควบคู่กับการเติมอากาศจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

                 4.2.2  ระบบตกตะกอน (sedimentation)  คือ  การทำให้อนุภาคเล็กๆ  เกิดเป็นกลางโดยการเกาะกันด้วยแรงประจุของอนุภาคนั้นกับตัวอนุภาคอื่นที่มีประจุต่างกัน  ที่นิยมคือ  การเติมสารตกตะกอน  หรือ  coagulant  ที่มีประจุต่างจากอนุภาคในน้ำเสีย  เมื่ออนุภาคยึดเกาะกันแล้วจะรวมเป็นอนุภาคใหญ่จนมีน้ำหนักเพียงพอแล้วจึงตกตะกอนลงสู่พื้นล่าง  ตะกอนที่เกิดขึ้นสามารถนำไปกำจัดโดยการฝังกลบถมพื้นที่

                 4.2.3  ระบบการแปรรูปเป็นระบบที่ใช้กำจัดน้ำมันและไขมัน  โดยปกติแล้วจะใช้กระบวนการทางเคมีให้สารปนเปื้อนทั้งน้ำมันและไขมันเกิดการแปรรูปไปในลักษณะของก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่ไม่เป็นพิษ  ทั้งอาจจะตกค้างในรูปของตะกอน/ของเหลือ  หรือระเหยสู่บรรยากาศ  หรือนำมาใช้ประโยชน์หรือการแปรรูปนี้อาจทำให้ร้อน/เผาก็ได้  แต่ต้องมีกระบวนการควบคุมสารพิษกำกับด้วย

4.3  เทคโนโลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษที่เป็นก๊าซและฝุ่นละออง

                 ระบบการบำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษที่เป็นก๊าซและฝุ่นละอองนั้น  มีโครงสร้างที่สำคัญ คือ

                 4.3.1  ระบบกรอง

                 4.3.2  การทำให้ตกตะกอนโดยการพ่นน้ำ

                 4.3.3   กระบวนการทางเคมีที่ให้ก๊าซพิษผ่านสารละลายเพื่อให้เกิดตะกอนแล้วมีกระบวนกา ร กำจัดตะกอนอีกช่วงหนึ่งส่วนน้ำเสียสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

                 4.3.4   สำหรับฝุ่นละออง นอกจากการกรองแล้วยังมีการใช้เครื่องอิเลคทรอนิกส์แบบแม่เหล็กไฟฟ้าสถิตดูด

                 4.3.5 บางกรณีจะใช้กระบวนการควบแน่นให้ก๊าซกลั่นตัวเป็นของเหลวแล้วจึงนำไปบำบัด/กำจัด  หรือเอาไปใช้ประโยชน์อีกต่อหนึ่ง

4.4.  เทคโนโลยีรีไซเคิล (Recycle)

                 เป็นระบบที่อาจจะใช้วีธีการเลือกด้วยมือ  โดยใช้เทคโนโลยีการกรอง  การดูดซับ  การเผา  หรือการใช้เทคโนโลยีทางด้านอุตสาหกรรมเปลี่ยนรูปของเสีย/มลพิษ  จากที่เป็นพิษมาใช้ประโยชน์ได้  เช่น

การแปรรูปเศษพลาสติกเป็นพลาสติกในรูปแบบใหม่แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้

4.5  เทคโนโลยีสังคม

                 ใช้กระบวนการเทคโนโลยีทางสังคมมาควบคุมมลพิษ/ของเสียโดยให้ความรู้และวิธีปฏิบัติส่วนปัญหาทางสังคมนั้นได้มีการสร้างเทคโนโลยีทางสังคมหลากหลาย  เช่น  การวางผังเมือง  การสร้างวัฒนธรรม  การสร้างกฎหมาย  ข้อบังคับ  เพื่อต้องการให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข

 

โดยสรุป

 

 จากการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ พอจะสรุปได้ว่ามนุษย์ เป็นตัวการที่สำคัญ  ในด้านการบทบาทต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อสนองตอบต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีบทบาทในด้านการทำลายที่ก่อให้เกิดสารมลพิษ (Pollutantsความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงกับมนุษย์  และสุขภาพ  ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ  อาทิเช่น  ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม   ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม  ปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรพลังงาน  ตลอดจนปัญหาผลกระทบจากปรากฏการณ์ต่างๆ  ได้แก่  การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก  การลดลงของชั้นโอโซนในบรรยากาศ ภาวะฝนกรด  และอื่นๆตามมาอีกมากมาย  ดังนั้นการศึกษาถึงสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศ  และระดับโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ  ที่จะช่วยให้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น     ผู้เรียบเรียงจึงได้ยกประเด็นการนำเสนอระบบเทคโนโลยีที่ใช้ในการบำบัด/กำจัดมลพิษ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษของแข็ง,  เทคโนลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษของเหลว, เทคโนโลยีที่ใช้บำบัด/กำจัดของเสีย/มลพิษที่เป็นก๊าซและฝุ่นละออง, เทคโนโลยีรีไซเคิล (Recycle) และเทคโนโลยีสังคม  เพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนได้มองเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประสบอยู่นั่นเอง

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

กนก  จันทร์ทอง.  ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม.  ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี,  2539.

กรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน.  รายงานการศึกษาความเหมาะสมของการจัดตั้งเตาเผามูลฝอยชุมชน สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อการพัฒนาพลังงาน.  สถาบันสภาวิจัยสภาพแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  กรุงเทพฯ,  2537.

เกษม  จันทร์แก้ว.วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม. โครงการสหวิทยาการ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  กรุงเทพฯ : อักษรสยามการพิมพ์,  2530.

เกษม  จันทร์แก้ว.  เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: โครงการสหวิทยาการบัณฑิต. 2541.   

นพภาพร พานิช และคณะ.ตำราระบบบำบัดมลพิษอากาศ.กรุงเทพมหานคร : กรมโรงงานอุตสาหกรรม

                ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2547

ดำรงศักดิ์  ชัยสนิท และสุนีย์  เลิศแสวงกิจ.  ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : พิศิษฐ์การพิมพ์,  2537.

นาท  ตัณฑวิรุฬห์ และพูลทรัพย์  สมุทรสาคร.  วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากร.   กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,  2528.

นิวัติ  เรืองพานิช.  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : สหมิตรออฟเซท,  2537

นิวัติ  เรืองพานิช.  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : ลินคอร์น โปรโมชั่น,  2542

มานิตย์  ดีฤทัย.  เทคนิควิศวกรรมสิ่งแวดล้อม 2 : ระบบจัดเก็บ กำจัดมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล.  เอกสารประกอบการฝึกอบรม โครงการเพิ่มสมรรถนะบุคลากรในการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด ประจำปี 2540 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม,  กรุงเทพฯ,  2540.

มุกดา  สุขสมาน.  ชีวิตกับสภาพแวดล้อม.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  2538.

ราตรี  ภารา.  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์,  2538.

ราตรี  ภารา.  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพมหานคร : อักษราพิพัฒน์,  2540.

ริเรืองรอง  รัตนวิไลสกุล.มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับปรับปรุงใหม่, กรุงเทพฯ : งานเอกสารและการพิมพ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,2542

วันเพ็ญ  สุรฤกษ์.  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม.  เชียงใหม่ : ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  2523.

วิชัย  เทียนน้อย และประชา  อินทร์แก้ว.  มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,  2539.

วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, สถาบัน.  ประมวลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของไทย.  กรุงเทพฯ : กรมวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแงชาติ,  2531.

วิจิตรา  จงวิศาล.  ความรู้พื้นฐานด้านมลพิษอากาศ.  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์,  กรุงเทพฯ,  เอกสารดรเนียว.  ม.ป.ป.

วินัย  วีระวัฒนานนท์ และบานชื่น  สีพันผ่อง.  การศึกษาสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,  2537.

ศิริพรต  ผลสินธุ์.  ชีวิตกับสภาพแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : ดี.ดี.บุคสโตร์,  2534.

สำนักงานจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม.  กรณีศึกษาเทคโนโลยีสะอาด โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด อุตสาหกรรมไทย.  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,  กรุงเทพฯ,  2541.

สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม.  แนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคม.  กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม,  กรุงเทพฯ,  2539.

แสงสันติ์  พานิช.  การจัดการคุณภาพอากาศ.  ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม,  ปทุมธานี,  2541.

สุโขทัยธรรมาธิราช.  อนามัยสิ่งแวดล้อมนนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

 2546.

สิขรินทร์  ก้อนในเมือง  และคณะ.มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม. เอกสารประกอบการสอน

โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต  มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ส.วิทยาการพิมพ์:ชัยภูมิ,2552

อรพินท์  พิเนตรพงษ์.  พื้นฐานวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : คณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี

                 สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลัยลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมณ์2542.

(http://www.eppo.go.th/doc/ doce/index.html Revision 25 มกราคม 2546)