บทที่ 4

ความหลากหลายทางชีวภาพ

 

ความหมาย

              จิรากรณ์  คชเสนี (2537) หมายถึง  ความแตกต่างของรูปแบบชีวิต  บทบาทหน้าที่ และพันธุกรรมที่สิ่งมีชีวิตมีอยู่

              วิสุทธิ์  ใบไม้ (2538) หมายถึง  เป็นสภาพโดยรวมของสิ่งมีชีวิต และพันธุกรรมทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้

              ส่วนผู้เรียบเรียงสรุปว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หมายถึง สิ่งมีชีวิต และพันธุกรรมทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ มีความหมายกว้างครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นภายในของสิ่งมีชีวิต ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดที่อยู่รวมกันสามารถบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ ได้จากจำนวน และชนิดของสิ่งมีชีวิต  ที่พบในพื้นที่อันจำกัดบริเวณหนึ่ง

 

ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ

               การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ระดับคือ
1. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity)

หมายถึง ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปเช่น ลักษณะความหลากหลายของลวดลาย และสีม้าลาย  ซึ่ง ลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดนั้นผ่านทางยีนส์ (genes) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด แต่ละประเภท ซึ่งส่งผลให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอาจมีลักษณะเหมือนกัน หรือมีแตกต่างกันไปตาม ยีนส์ (genes)  ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

 ตัวอย่าง เช่น ความหลากหลายทางพันธุกรรมของครอบครัว  ที่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของสีผม สีผิว  สีของนัยน์ตา และความสูง   เป็นต้น

ความแตกต่างผันแปรของพันธุกรรมในแต่ละประเภทของสิ่งมีชีวิตนั้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง พันธุกรรม( mutation) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระดับ ยีนส์ (genes)  หรือในระดับโครโมโซม ผสมผสานกับกลไกที่เรียกว่า Crossingover ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ สำหรับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จึงมีผลทำให้ ยีนส์ (genes)   สลับที่รวมตัวกันใหม่ (Recombination) ซึ่งจะทำให้ยีนส์ (genes) มีความเปลี่ยนแปลงไป  และถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลานต่อไป

กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ องค์ประกอบทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นกับสภาวะแวดล้อม ความหลากหลายของพันธุกรรมเป็นส่วนที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพื่อเอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงศัตรู การต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ความหลากหลายของพันธุกรรมภายใน  ประชากรที่อาศัยอยู่ตามแหล่งต่างๆ ของสปีชีว์หนึ่ง ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของประชากรสปีชีส์นั้น ให้สามารถมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมต่างๆ กัน ได้อย่างเหมาะสมในระยะยาวอีกด้วย
           
ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดของประชากรธรรมชาติที่ขาดแคลนความหลากหลายของพันธุกรรม คือ การนำไปสู่ภาวะโฮโมไซโกซิตี้ ( ภาวะพันธุ์แท้ คือ ประชากรมีการผสมตัวเองมากขึ้น ก่อให้เกิดพันธุ์แท้ ซึ่งอาจมียีนส์ที่เป็นอันตรายต่อการอยู่รอดของประชากร ) นอกจากนั้นประชากรที่ขาดความผันแปรทางพันธุกรรม ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดประสิทธิภาพของการอยู่รอด และความสมบูรณ์ในการสืบพันธุ์ด้วย ผลกระทบต่างๆ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภาวะความกดดันของการผสมภายในสายพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นทางวิวัฒนาการอย่างแน่นอน
                 การคัดเลือก และเก็บรักษาพันธุ์พืชหรือสัตว์เพื่อการเกษตรกรรม จะทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายของพันธุกรรม อันอาจก่อให้เกิดผลร้ายตามมา  ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์ในความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคที่เกิดจากธรรมชาตินั่นเอง
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Species diversity)

หมายถึงจำนวนประเภทชนิด และจำนวนปริมาณหน่วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นสมาชิก ของแต่ละชนิดที่มีอยู่ใน พื้นที่ของประชากรนั้น ๆ หรือหมายถึงความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต (species) ที่มีอยู่ในพื้นที่หนึ่งนั่นเอง   ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้กำหนด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่วิวัฒนาการอยู่บนโลกนี้ในปัจจุบันมีจำนวนชนิดอยู่ระหว่าง 2-30 ล้านชนิด โดยที่มีบันทึกอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 1.4 ล้านชนิด แบ่งออกเป็น 5 อาณาจักร ดังนี้คือ

อาณาจักรโมเนอรา (Kingdom Monera) ประกอบด้วยจุลินทรีย์พวกโพรคาริโอต ซึ่งมีเซลล์แบบโพรคาริโอติกเซลล์ (Prokaryotic cell) คือ พวกที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ส่วนใหญ่ได้อาหารจากการดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้วเข้ามาในเซลล์  มีบางชนิดที่สังเคราะห์แสงได้ ส่วนใหญ่  สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง ในกลุ่มนี้ ได้แก่แบคทีเรีย  และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (blue green algae) มีสมาชิกประมาณ 6,000 สปีชีส์ ซึ่งแบ่งตามกระบวนการทางชีวภาพเคมีได้ 3 จำพวกคือ

- ออโตทรอฟ (Autotroph) หมายถึง พวกที่สร้างอาหารได้ด้วยตนเอง โดยการเปลี่ยนสารอนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์ เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นต้น

- เฮเทโรทรอฟ (Heterotroph) หมายถึง พวกที่บริโภคสารอินทรีย์ที่สร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิตอื่น

- มิโซทรอฟ (Mixotroph) หมายถึง พวกที่บริโภคทั้งสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์

อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista) เป็นอาณาจักรของยูคาริโอตเซลล์เดี่ยว มีสมาชิกประมาณ 60,000 สปีชีส์เซลล์ถูกพัฒนาให้มีนิวเคลียสห่อหุ้มโครโมโซม และสร้างอวัยวะซึ่งทำหน้าที่เฉพาะทางได้แก่ คลอโรพลาสต์มีหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง โดยการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน ไมโทคอนเดรียน มีหน้าที่นำก๊าซออกซิเจนมาเผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงาน  และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งวิวัฒนาการในยุคต่อมาได้แยกเป็น พืช เห็ดรา และสัตว์สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพติสตาได้แก่ สาหร่าย โปรตัวซัว แพลงตอน

อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) มีสมาชิกประมาณ 250,000 สปีชีส์ ซึ่งมีเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งใช้คลอโรฟิลล์สีเขียวเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน พืชมีบทบาทสำคัญต่อวัฎจักรน้ำและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของบรรยากาศ นอกจากนั้นยังมีบทบาทที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของดินด้วยการดูดซับธาตุอาหาร อันได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและกำมะถัน พืชจึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลก

อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi) มีสมาชิกประมาณ 70,000 สปีชีส์ มีลักษณะคล้ายพืช แต่เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเฮโรทรอฟซึ่งบริโภคสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตอื่นสร้างไว้เราจะเห็นได้ว่า เห็ดมักขึ้นอยู่ตามซากต้นไม้ ราและยีสต์มักขึ้นอยู่ตามอาหาร เห็ดราบางชนิดสามารถดูดกลืนสารอินทรีย์จากพื้นดินได้โดยตรง ไลเคนสามารถอาศัยอยู่บนพื้นหินแข็ง พวกมันมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของป่าเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการดูดกลืนน้ำและการทำปฏิกิริยาทางเคมีอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) มีสมาชิกประมาณ 1,000,000 สปีชีส์ จัดเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งมีการบริโภคเป็นระบบห่วงลูกโซ่อาหารเป็นชั้นๆ เช่น กวางกินหญ้า เสือกินกวาง นกแร้งกินเสือ เป็นต้น สัตว์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชีวภาพ เป็นต้นว่า กระดูกและกระดองสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนต  การหายใจของสัตว์ควบคุมปริมาณก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศไม่ให้มากเกินไป สายพันธุ์ของมนุษย์ (Homo) เพิ่งแยกออกมาจากสายพันธุ์ของลิงเมื่อ 3 ล้านปีก่อน สปีชีส์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ของมนุษย์ในปัจจุบันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 แสนปีก่อนนี้

3.ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecological diversity)

              คือความซับซ้อนของลักษณะพื้นที่ ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เมื่อประกอบกับสภาพภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศทำให้เกิดระบบนิเวศ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไป การที่เราจะค้นพบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ได้โดยผ่านการคัดเลือกตามธรรมชาติตามกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แต่ละชนิด

              ความหลากหลายทางระบบนิเวศ จะประกอบไปด้วยความหลากหลาย 3 ประเด็น คือ
      1) ความหลากหลายของถิ่นตามธรรมชาติ ( habitat diversity) ในแต่ละบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่แตกต่างกันไป บริเวณใดที่มีความหลากหลายของแหล่งที่อยู่อาศัย บริเวณนั้นจะมีชนิดของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายเช่นเดียวกัน
โดยทั่วไปที่ใดมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติหลากหลายจะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายตามไปด้วย เช่น ภาคใต้ ภาคอีสาน

    2) ความหลากหลายของการทดแทน (Successional diversity) เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาก่อน และพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนสิ่งมีชีวิตสมบูรณ์ ( climax stage) เมื่อเกิดการบุกรุก หรือการทำลายระบบนิเวศลงไป เช่น พายุ ไฟป่า การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์การเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติฯลฯ ก็จะทำให้ระบบนิเวศเกิดการเสียหาย หรือถูกทำลายแต่ธรรมชาติก็สามารถจะมีการทดแทนทางนิเวศ ( ecological succession) ของสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัย ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ แสง ความชื้น อุณหภูมิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ฯลฯ เปลี่ยนไป การทดแทนทางด้านสังคมที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้เรียกว่าการทดแทนลำดับสอง

 ( secondary succession) เช่น ในป่ามีการทดแทนของสังคมพืช ป่าถูกทำลายเป็น ที่โล่ง ไม้พุ่ม ป่าสมบูรณ์ เรียกอีกอย่างว่า “การทดแทนทางนิเวศวิทยาซึ่งจะช่วยรักษาความหลายหลายของสิ่งมีชีวิต

   3) ความหลากหลายของภูมิประเทศ (Landscape Diversity) เช่น เขตร้อนชื้น ได้แก่ ประเทศไทยจะมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติมากมาย มีสังคมพืชหลายยุคการทดแทน มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายผิดกับเมืองหนาวมีต้นไม้ชนิดเดียวหลายร้อยไร่ คือ สน ฉะนั้นลักษณะ ภูมิประเทศแตกต่างกัน สิ่งมีชีวิตก็จะแตกต่างกัน

                              พืช และสัตว์ ที่หลากหลาย มีความแตกต่างกันไปแต่ละภูมิภาคจึงสามารถแบ่งเป็นเขตชีวภูมิศาสตร์คือ

                              เขตภูมิศาสตร์ (Biogeography) บริเวณจำกัดขอบเขตของท้องถิ่นและชนิดพันธุ์ประจำถิ่น ซึ่งในภูมิภาคอินโดมาลายัน แบ่งเป็น 4 เขต

                              1. อนุภูมิภาคอินเดีย  ได้แก่  บริเวณประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ปากีสถาน มัลดีฟส์

                              2. อนุภูมิอินโดจีน พม่า จีนตอนใต้ ไต้หวัน ไทย (เหนือคอคอยกระ) ลาว กัมพูชา เวียดนาม

                              3. อนุภาคภูมิซุนดา ไทย (ไต้คอคอดกระ) บรูไน มาเลเซีย อินโดนิเซีย

                              4. อนุภูมิภาควาลลาเซียน ฟิลิปินส์ เกาะสุลาเวชี เกาะซุนดาน้อย

เขตชีวภูมิศาสตร์ ของไทย 6 เขต (จำกัดเขตของท้องถิ่นและชนิดพันธุ์ประจำถิ่น)

                              1. ที่ราบสูงภาคเหนือ แนวเขตเขา/หุบเขาต่อจากแนวชายแดนพม่า ลาว ภูเขามีความสูงกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งเติบโตของพรรณไม้ป่าดิบเขา ป่าผสมผลัดใบตามที่ความชันน้อยป่าเต็งรังตามบริเวณหุบเขาและถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรที่สูง ชนิดพันธ์นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์ในประเทศจีน

                              2. ที่ราบสูงโคราช ป่าถูกทำลายมาก เป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งหรืออยู่บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ตะวันตก เทือกเขาสันกำแพง ดงรักตอนใต้

                              3. ที่ราบภาคกลาง บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ ทำนาข้าว

                              4. ที่สูงตะวันออกเฉียงใต้ แถบเทือกเขาเขาบรรทัดต่อเนื่องเทือกเขาพนมกระจานในกัมพูชาเป็นสังคมป่ากึ่งดิบชื้นเขตร้อน เขตมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (จันทบุรี-ตราด-สระแก้ว)

                              5. เทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนไทย-พม่า บริเวณกาญจนบุรี-ประจวบฯ  ลักษณะป่าเป็นป่ากึ่งดิบชื้นเขตร้อน ที่สูงชันเป็นป่าผลัดใบ ป่าถูกทำลายกลายเป็นดงไผ่-ทุ่งหญ้า

                              6. คาบสมุทรตอนใต้ ตอนใต้ของไทย ตั้งแต่คอคอดกระ-ชายแดนไทยมาเลเซีย ฝนตกชุกลักษณะเป็นป่าดิบชื้น เนินขาถูกบุกรุกทำไร่ ยางพารา คาบสมุทรฯ เป็นแหล่งรวมจำนวนชนิดพันธุ์นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย
       ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีทรัพยากรชีวภาพหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืช  พันธุ์สัตว์รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หรือ ทรัพยากรชีวภาพ (Bioresource) เป็นฐานสำคัญของการเกษตร ยารักษาโรค และต่อเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ   สาเหตุสำคัญที่ทำให้ในพื้นที่ป่าตามธรรมชาติในประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการได้แก่
           1. ประเทศไทยตั้งอยู่ในโซนร้อนเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อยและอยู่ติดทะเล จึงมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโตและการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดตลอดปี อย่างไรก็ตามสภาพภูมิอากาศจะแตกต่างกันบ้างในภาคต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของภาคและระดับความสูงต่ำของพื้นที่ แต่โดยภาพรวมแล้วประเทศไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วมากเหมือนในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จึงไม่เป็นปัจจัยจำกัดในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
          2. มีความแตกต่างกันของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย เช่นภาคเหนือเหนือเป็นภูเขาสูง อุณหภูมิต่ำในฤดูหนาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบขนาดใหญ่มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม ภาคใต้เป็นเขาสูงสลับพื้นที่ราบ บริเวณมีมรสุมพัดผ่านตลอดทั้งปี      บางพื้นที่ในภาคตะวันออกภาคกลางและและภาคใต้ที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำเป็นต้น จากสภาพที่มีความหลากหลายของภูมิประเทศและภูมิอากาศในพื้นที่ที่อยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำ ทะเลที่ต่างกัน มีปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่นสภาพพื้นดินที่แตกต่างกัน ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความหลากหลายของประเภทของป่าตามธรรมชาติเป็น1). ป่าไม่ผลัดใบเช่น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน 2). ป่าผลัดใบเช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และ 3). ป่าที่มีลักษณะพิเศษเช่นป่าชายหาด ป่าเขาหินปูน เป็นต้น    ซึ่งป่าแต่ละประเภทจะมีลักษณะที่เฉพาะตัวและมีสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวอาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
          3. ประเทศไทยอยู่ในบริเวณศูนย์กลางที่มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ กล่าวคือเป็นเขตซ้อนทับกันของกลุ่มพรรณพฤกษชาติ (Floristic Region) ถึง 3 กลุ่มคือ กลุ่มอินโด - เบอร์มีส (Indo-Burmese elements) กลุ่มอินโด-ไชนิส (Indo-Chinese elements) และกลุ่มมาเลเซีย (Malaysian elements) ในส่วนของสัตว์ป่า ประเทศไทยถือเป็นจุดซ้อนทับของเขตสัตวภูมิศาสตร์ (Zoological Region) 3 เขตเช่นกันคือ เขตชิโน-หิมาลัย (Shino-Himalayan) เขตอินโด-ไชนีส (Indo-Chinese) และเขตชุนดา (Sundaic)

ประโยชน์ของความหลากหลายทาง

มนุษย์สามารถได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางธรรมชาติในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

              1.ประโยชน์ด้านการบริโภคใช้สอย หมายถึงประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นทรัพยากร ทางธรรมชาติอันเอื้อต่อปัจจัยในการดำรงชีวิตให้แก่มนุษย์ เช่น ด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น
                 - ด้านการผลิตอาหาร มนุษย์รับอาหารจากพืชและสัตว์ พืชไม่น้อยกว่า 5,000 ชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ และไม่น้อยกว่า 150 ชนิดที่มนุษย์นำมาเพาะปลูกเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่ใช้เป็นอาหารหลักของประชากรโลก คือ พวกแป้ง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง ความหลากหลายทางธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้เป็นแหล่งอาหารจะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ถูก นำมาใช้ ในการปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
                 - ด้านการแพทย์ มีการใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์ในทางการแพทย์มากมายประมาณร้อยละ 25 ของยารักษาโรคผลิตขึ้นมาจาก พืชดั้งเดิม เช่น การนำพืชพวก ชินโคนา (cinchona)

ผลิตยาควินินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย
             2.ประโยชน์ด้านการผลิต ด้านการอุตสาหกรรม ผลผลิตของป่าที่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะโดยตรง เช่น การป่าไม้ ของป่า หรือโดยอ้อม เช่นการสกัดสารเคมีจากพืชในป่า
             3.ประโยชน์อื่น ๆ อันได้แก่คุณค่าในการบำรุงรักษาระบบนิเวศให้สามารถดำรงอยู่ได้ และดูแลระบบนิเวศ ให้คงทน เช่น การรักษาหน้าดินการตรึงไนโตรเจนสู่ดิน การสังเคราะห์พลังงานของพืช การควบคุมความชื้น เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นประโยชน์ที่สำคัญ ตลอดทั้งในด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวของมนุษย์

การสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ

              นักชีววิทยาได้เห็นพ้องต้องกันว่า โลกกำลังสูญเสียสัตว์และพืชในป่าเขตร้อน อย่างน้อย 27,000 ชนิดต่อปี นอกจากในป่าเขตร้อนแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศอื่นๆ กำลังลดลงเช่นกัน อาทิเช่น ในแนวปะการัง พื้นที่ชุ่ม บนเกาะ และบนภูเขา แม้ว่าจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในระบบนิเวศนี้รวมกันแล้วยังเทียบไม่ได้กับจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในป่าเขตร้อนก็ตาม แม้ว่าการสูญพันธุ์เป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร่งอย่างเป็นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งได้แสดงเห็นว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความหายนะที่กำลังคืบคลานสู่ทุกชีวิตบนพื้นพิภพนี้ สำหรับมวลมนุษย์ชาติการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีความหมายมากกว่าการดำรงรักษาชนิดพันธุ์หนึ่งชนิดใดไว้มากกว่า การดำรงรักษาระบบนิเวศประเภทหนึ่งประเภทใด เพราะนอกเหนือไปจากนั้น มนุษย์ต้องการดำรงรักษาแหล่งอาหาร แหล่งยารักษาโรค แหล่งวัสดุใช้สอย ฯลฯ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและอนาคตของชนรุ่นหลัง

สาเหตุของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

              การสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในพื้นที่ที่กระทบต่อระบบนิเวศสามารถจำแนกได้ประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
                    1). การลดพื้นที่ ( reduction)
                    2). การแบ่งแยกพื้นที่ ( fragmentation)
                    3) การแทนที่ ( substitution)
                    4) การทำให้สูญพันธุ์ ( extinction)
                    5) การทำให้ปนเปื้อน ( contamination)

การอนุรักษ์พื้นที่เพื่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

              ลักษณะโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้คือ
            1) อุทยานแห่งชาติ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลสงวนไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ทางการคุ้มครองรักษาหรือ อนุรักษ์ สภาพธรรมชาติและถิ่นกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายในอุทยานแห่งชาตินั้น ประกอบกันการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และการ พักผ่อน หย่อนใจเช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นต้น                    
           2) วนอุทยาน เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม มีจุดเด่นตามธรรมชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่เช่น น้ำตก ถ้า หน้าผา มีพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น วนอุทยานถ้ำปลา จังหวัดแม่ฮ่องสอน วนอุทยานแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ เป็นต้น
           3) สวนพฤกษศาสตร์ เป็นสวนที่สร้างขึ้นสำหรับการรวมพันธุ์ไม้เพื่อจุดประสงค์ทาง การศึกษา อาจจะเป็นการรวบรวมพันธุ์ไม้ในท้องถิ่นหรือ ต่างท้องถิ่นกันก็ได้ โดยมีการจัดแยกหมวดหมู่ของต้นไม้ ในประเทศไทยมีการจัดตั้งสวน พฤกษศาสตร์ 15 แห่ง เช่น สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่ สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลางเขาแค จังหวัดสระบุรี สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง จังหวัดพัทลุง เป็นต้น
           4) สวนรุกขชาติ เป็นพื้นที่ที่รวบรวมพันธุ์ไม้เพื่อการพักผ่อนของประชาชน เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ไม่มีการจัด หมวดหมู่มากนักในประเทศไทยมีจำนวน 44 แห่ง เช่น สวนรุกขชาติห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
           5) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นพื้นที่กำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัยเพื่อให้สัตว์ป่าได้สืบพันธุ์ ขยายพันธุ์ได้มากขึ้นและกระจายออกไปยังแหล่งใกล้เคียงในประเทศไทยเช่นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง
          6) เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นอาณาบริเวณที่ราชการกำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบางชนิดขนาดไม่กว้าง ขวาง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อยเขาประดู่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด เป็นต้น

การจำแนกความหลากหลายทางชีวิภาพ

              1. ความหลากหลายของพรรณพฤกษชาติ 15,000 ชนิด (เฟิร์น ไม้เนื้ออ่อน, แองจิโอสเปริ์ม

              2. ความหมายของชนิดพันธุ์สัตว์

                              - สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 285 ชนิด พบมากที่สุดคือค้างคาว

                              - สัตว์ปีก นก 938 ชนิด

                              - สัตว์เลื้อยคลาน 313 ชนิด พบมากคืองู

                              - สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 106 ชนิด เช่น กบ, เขียด

                              - ปลา น้ำจืด 552 ชนิด ทะเล และน้ำกร่อย 1,160 ชนิด น้ำลึก 30 ชนิด

- แมงดาทะเล 2 ชนิด

- กุ้งทะเล 183 ชนิด

- หมึก 28 ชนิด

- แมลง ทราบซื่อ 7,000 ชนิด

- หอยทะเล 1,016 ชนิด

ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ

              1. เป็นแหล่งสะสมวัตถุดิบเพื่อการวิจัยและพัฒนา

              2. เป็นฐานแห่งการผลิตอาหารและการเกษตรทั่วโลก

              3. เป็นแหล่งระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์

              4. พันธุกรรมพืชเป็นแหล่งปัจจัย 4

              5. ป่าช่วยรักษาความชื้น แหล่งต้นน้ำ สวยงาม อาศัยของสิ่งมีชีวิต เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้มีการจัดสัมมนา Sount and Sounteast Asia Network for Environmental Education ที่อินเดีย ปี 2538  (การส่งเสริม และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยอาศัยการศึกษา และการสื่อสาร) สรุปว่าภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางชีวิภาพมาก ได้แก่ อินโดนิเซีย อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ป่ายังสมบูรณ์ ปัจจุบันกำลังสูญเสียรวดเร็ว

              1. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม เกษตร และสังคมเมือง

              2. การก่อสร้างสาธารณูปโภค

              3. บุกรุกทำลายป่า และที่อยู่ของสัตว์

              4. มลพิษสิ่งแวดล้อม

              5. การล่าสัตว์ และค้าสัตว์ป่า

              6. ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

สภาวะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

              1. สัตว์ป่า เช่น สมัน กูปรี นกช้อนหอยใหญ่ นกกระเรียน จระเข้ปากกระทุงเหว

              2. ปลาน้ำจืด เช่น ปลาหวีเกศ ใกล้สูญพันธุ์ ปละกะโห้ ปลานวลจันทร์น้ำจืด ปลาสวยงาม

              3. พยูน ที่หาดเจ้าใหม่ ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง

              4. ช้าง

              5. พืชได้แก่ กล้วยป่า (รองเท้านารี) (เอื้องแซะหลวง) ไม้ยืนต้น เช่น จันทร์กะพ้อ

สาเหตุการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไทย

              1. การค้าขายสัตว์ พืชหายากแบบผิดกฎหมาย

              2. ล่าสัตว์มากเกินไป

              3. รบกวนแหล่งทีอยู่

              4. การบริโภคในท้องถิ่น

              5. นโยบายรัฐบาล

              6. การขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว มลภาวะเป็นพิษ

              7. ค้าไม้ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า

              8. ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์

              9. การเกษตรกรรมแบบปลูกพืชชนิดเดียว

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

              1. ปลูกจิตสำนึกให้รู้คุณค่าธรรมชาติ ให้ความรู้และตระหนักความสำคัญ

              2. ด้านกฎหมายดำเนินนโยบายรักษาพื้นที่ป่า นิเวศต่าง ๆ ควบคุมการใช้ที่ดิน มลพิษการใช้ประโยชน์ทรัพยากร

              3. สนับสนุนงบประมาณ บุคลากรด้านการวิจัย

              4. วางแผนพัฒนาการเกษตรที่อยู่ การคมนาคม ชลประทาน

              5. งดเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะต้องใช้ทรัพยากรมาก

              6. อนุรักษ์ป่า

              7. กำหนดเขตสงวนชีวมณฑล หมายถึง พื้นที่ระบบนิเวศบนบก/ทะเลซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่ามีคุณค่าสำคัญควรแก่การอนุรักษ์และพัฒนา เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประชาชน ควบคู่กับการคงไว้ซึ่งคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ สาธิต วิจัย พบข้อมูลข่าวสารพื้นที่อื่นในระดับท้องถิ่นระดับชาติ และระดับโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑลแบ่งเป็น

                              1. เขตแกนกลาง (Core area) พื้นที่ธรรมชาติสมบูรณ์ ความหลากหลาย ทางชีวภาพสูง

                              2. เขตกันชน (Buffer zone) จัดกิจกรรมเหมาะสมกับนิเวศ เช่น ศึกษา วิจัย

                              3. เขตพัฒนา (Transition area) ดำเนินกิจกรรมอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ได้แต่ต้องควบคุมการขยายตัวของชุมชนคงไว้ซึ่งคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี

              กำหนดเขตสงวนชีวมณฑลไทย  มี  4  แห่ง

                              1. เขตสงวนชีวมณฑลสะแกราช จัดตั้งขึ้นปี 2519 รับผิดชอบโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ ตั้งอยู่บริเวณ ภูเขาหลวง ที่ราบสูงโคราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นเนินเขาสลับที่ราบมีพืชพรรณ 2 ประเภท

                              - ป่าดิบแล้ว  40 %

                              - ป่าเต็งรัง 22 % (ป่าโปร่งผลัดใบฤดูแล้ง เกิดไฟป่าทุกปี)

                              - ป่าปลูก 22 %

                              - ป่าไผ่ และ ทุ่งหญ้า 6 %

                              2. เขตสงวนชีวมณฑลแม่สา – ห้วยคอกม้า แบ่งเป็น 2 ส่วน

                              - พื้นที่แม่สา กรมป่าไม้รับผิดชอบ อยู่แม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มี 4 ประเภทคือ ป่าดิบเขา สนเขา เต็งรัง เบญจพรรณ เป็นแหล่งที่อยู่พืช และสัตว์

                              - พื้นที่ ห้วยคอกม้า คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับผิดชอบอยู่ที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุยเป็นป่าดิบเขามีการบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย ไร่ล้างมีหญ้าคาและสาบเสือ

                              - เขตที่ มีธรรมชาติสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยพื้นที่ห้วยคอกม้าเรื่องเกี่ยวกับสมดุลของพลังงานและน้ำ

                              3. เขตสงวนป่าสักห้วยทากจัดตั้งเมือปี 2520 กรมป่าไม้รับผิดชอบเป็นสวนป่าสักแบ่งเป็น 4 แห่งคือ สวนป่าสักห้วยทาก สวนป่าห้วยมะพร้าว สวนป่าแม่หยวก สวนป่าแม่สบพึงเขตป่าสาธิต อำเภองาว จังหวัดลำปาง ลักษณะป่าเป็นเบญจพรรณ (สัก และเต็งรัง)

                              - เขตนี้เป็นแหล่งวิจัย และ พัฒนาป่าสัก มีป่าสักธรรมชาติ และสวนป่าที่เป็นแหล่งพันธุกรรมที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

                              4. เขตสงวนป่าชายเลน จังหวัดระนอง อยู่ที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลน จังหวัดระนอง มีพันธ์ไม้ป่าชายเลนธรรมชาติและสัตว์จำนวนมาก เขตนี้ เป็นแหล่งวิจัยระบบนิเวศป่าชายเลน

              8. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบมีส่วนร่วม

                              - ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ชมรมดูนกปลูกป่า ชมรมอนุรักษ์ฯ ต่าง ๆ

                              - เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพของสถาบัน

                              - ศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การท่องเที่ยวที่ทำลาย และทิ้งขยะ

                              - รณรงค์ สนับสนุนทุนจัดกิจกรรมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น อนุรักษ์ป่าชายเลน อนุรักษ์น้ำ

                              - สอดส่องดูแลไม่ให้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ทำลายป่า สัตว์ป่า

                              - ส่งเสริมรณรงค์ ทำความเข้าใจให้เห็นคุณค่า เช่น เรียงความ ประกวดวาดภาพ ภาพถ่าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

จิราภรณ์  คชเสนี.  หลักนิเวศวิทยา.  กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2537.

จิราภรณ์  คชเสนี.  มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2540.

ปัญญา  เมฆบุตร.  มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา,  2537.

พันธวัศ  สัมพันธ์พานิช.  นิเวศวิทยาบนบก.  กรุงเทพมหานคร : โครงการการศึกษาทั่วไป ฝ่ายบริการวิชาการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2539.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.  เอกสารประกอบการประชุมเชิงวิชาการทั่วประเทศ ประจำปี 2536,  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์สิงห์ดำการพิมพ์,  2535. 

มนัส  สุวรรณ.  นิเวศวิทยากับการกับการพัฒนาเศรษฐกิจ.  กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,  2538.

มุกดา  สุขสมาน.  ชีวิตกับสภาพแวดล้อม.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  2538.

วิชัย  เทียนน้อย และประชา  อินทร์แก้ว.  มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,  2539.

วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, สถาบัน.  ประมวลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของไทย.  กรุงเทพฯ : กรมวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแงชาติ,  2531.

วิสุทธิ์  ใบไม้.  ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย.  เชียงใหม่ : ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  2532.

วิสุทธิ์  ใบไม้.  สถานภาพความหลากหลานทางชีวภาพในประเทศไทย.  กรุงเทพมหานคร : สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย,  2538.

ศิริพรต  ผลสินธุ์.  ชีวิตกับสภาพแวดล้อม.  กรุงเทพฯ : ดี.ดี.บุคสโตร์,  2534.

สิขรินทร์  ก้อนในเมือง  และคณะ.มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม. เอกสารประกอบการสอน

โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต  มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ส.วิทยาการพิมพ์:ชัยภูมิ,2552

อภิชาติ  ขาวสอาด และคณะ.  ความหลากหลายของพันธุ์พืช.  กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย,  2538.