บทที่ 2

กระบวนเรียนรู้ชุมชน

 

ในบทนี้มีคำสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ 1) แผนแม่บทชุมชน 2) ชุมชน 3) กระบวนการเรียนรู้ชุมชน และ 4) การเก็บรวบรวมข้อมูล จึงขอนำเสนอความหมายเพื่อทบทวนความเข้าใจพื้นฐาน ดังนี้

 

2.1 ความหมายกระบวนเรียนรู้ชุมชน

 

แผนแม่บทชุมชน หมายถึง ความเข้มแข็งของชุมชนเกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ทุกพื้นที่ ทุกองค์กร ในทุกเรื่องเพื่อให้เกิดพลัง 4 ประการ มาผนึกรวมกัน คือ พลังทางสังคม พลังทางจิต พลังทางปัญญา พลังทางการจัดการซึ่งชุมชนที่เข้มแข็งจะต้องประกอบไปด้วย 1) กระบวนการวิจัยของชุมชน 2) กระบวนการทำแผนชุมชน 3) กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการ” (ประเวศ วะสี, 2548)

แผนแม่บทชุมชน หมายถึง เป็นการทำงานเพื่อต้องการใช้ชุมชนสามารถบริหารจัดการเอง กำหนดทิศทางของตนเอง การสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเงื่อนไขจากภายนอกเข้าไปทำให้ชุมชนเปลี่ยนแนวคิดวัฒนธรรมดั้งเดิม และวิ่งตามกระแสเงิน คุณค่าที่เกิดจากการทำแผนชุมชนคือ การเรียนรู้ของชาวบ้านในการทำแผน รู้ทิศทางของตนเอง รู้จักชุมชนของตนเอง ค้นหาทรัพยากรและศักยภาพของตนเอง ตลอดจนการทำโครงการแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ และการประสานกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความร่วมมือเป็นพลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนในปัจจุบันและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ (ประยงค์ รณรงค์, 2548)

แผนแม่บทชุมชน หมายถึง ความตระหนักร่วมกันในพัฒนาที่มีชุมชนเป็นตัวตั้งโดยชุมชนต้องค้นหาปัญหาตนเองให้พบและหาทางสร้างความร่วมมือแก้ไขปัญหาร่วมกัน (เครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค, 2548)

              สรุปได้ว่า แผนแม่บทชุมชน หมายถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชุมชน ที่ชุมชนร่วมกัน พัฒนาขึ้นมาโดยกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง สิ่งสำคัญ คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพาและรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวเรียกว่า “การทำประชาพิจัย” PR&D  :  People Research and Development)

ชุมชน หมายถึง กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตบริเวณเดียวกัน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีฐานะและอาชีพที่คล้ายคลึงกัน มีลักษณะของการใช้ชีวิตร่วมกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปสู่ระดับเครือญาติ จนถึงระดับหมู่บ้านและระดับเกินหมู่บ้านและผู้ที่อาศัยในชุมชนมีความรู้สึกว่าเป็นคนชุมชนเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการดำรงรักษาคุณค่าและมรดกทางวัฒนธรรมและศาสนาถ่ายทอดไปยังลูกหลานอีกด้วย (กาญจนา แก้วเทพ, 2538)

ชุมชน ประกอบไปด้วยระบบความสัมพันธ์ของคน ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ อาชีพ ระบบการเมือง ระบบการปกครอง โครงสร้างอำนาจ รวมถึงระบบนิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ซึ่งระบบเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มีความเชื่อมโยงกันชนิดที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  (จิตติ มงคลชัยอรัญญา, 2540)

ชุมชน หมายถึง การที่คนจำนวนหนึ่งเท่าใดก็ได้ มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีการติดต่อสื่อสารหรือรวมกลุ่มกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการกระทำ มีการจัดการเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน (ประเวศ วะสี, 2540)

ชุมชนทางสังคมวิทยา หมายถึง หน่วยทางสังคมและกายภาพ (Community as unit of Social Organization) ที่กำหนดให้ชุมชนมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แน่นอน เช่น กลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกันในพื้นที่หรือบริเวณหนึ่ง (Geographical area) สมาชิกมีความสัมพันธ์ต่อกันทางสังคม (Social relationship) มีความผูกพันทางด้านจิตใจต่อระบบนิเวศ (Psycho-ecological relationship) มีกิจกรรมส่วนรวม เพื่อใช้ประโยชน์ (Central activities for utilization)

ชุมชนทางมนุษย์นิยม (Humanistic perspective) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์และความรู้สึกเชิงอัตวิสัยของความเป็นชุมชนที่ดี หรือชุมชนในอุดมคติ ความเป็นชุมชนจึงขึ้นอยู่กับมิตรภาพ ความเอื้ออาทร ความมั่นคง และความผูกพันระหว่างคนในชุมชน

ชุมชนประชาคม (Civil Society) หมายถึง การมารวมตัวพบปะของคนหลากหลายที่สนใจในประเด็นสาธารณะร่วมกัน และไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดย แต่มาด้วยจิตสำนึก (Civic Consciousness) ร่วมกัน สมาชิกมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทุกระดับอย่างเหนียวแน่น

ชุมชนเสมือนจริง (Virtual Community) หมายถึง กลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกันมาพบปะกัน พูดคุยผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ชุมชนทางอากาศต่าง ๆ และชุมชนในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ชุมชนแบบนี้มีข้อดี คือ ไม่มีอคติเกี่ยวกับ เพศ อายุ เชื้อชาติ สีผิว เผ่าพันธุ์ รูปร่างหน้าตา

ชุมชนนิยม หมายถึงการเห็นประโยชน์และรู้จักใช้ประโยชน์จากชุมชน การให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ชุมชน สามารถเป็นสมาชิกได้หลายชุมชน  ชุมชนนิยม มีความเป็นพลวัต (Dynamic) ควรรักษาบางด้าน และปรับเปลี่ยนบางด้าน เพื่อการดำรงอยู่ต่อไป (เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, 2544)

สรุปได้ว่า ชุมชน มีความหมายสองประการ ความหมายแรก หมายถึง ชุมชนที่ผูกติดกับบริบทพื้นที่ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ของกลุ่มคนและเครือข่าย ที่อาศัยอยู่ในบริบทพื้นที่เดียวกัน มีประวัติศาสตร์ มีวิถีชีวิต และมีกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน ความหมายที่สอง หมายถึงชุมชนที่ผูกติดกับบริบทอุดมการณ์ร่วม หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ของกลุ่มคน และเครือข่ายที่มีความสำนึก หลักการ และเป้าหมายร่วมกัน พร้อมที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าตามลำดับ

กระบวนการเรียนรู้ หมายถึง การวิจัยโดยชุมชน หรือ การทำประชาพิจัย (People research and development  : PR&D) เพื่อสร้างจิตสำนึกชุมชนให้ รู้จักตัวเอง รู้จักโลก  รู้จักรากเหง้า และเอกลักษณ์  รู้จักศักยภาพ ทุน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ  รู้รายรับ รายจ่าย หนี้สิน และปัญหา  เรียนรู้จากตัวอย่าง และความสำเร็จของชุมชนอื่น วิเคราะห์ข้อมูล ค้นหาทางเลือกใหม่ ความต้องการ และร่วมร่างแผนแม่บท และประชาพิจารณ์

การเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลทุกด้านของชุมชน โดยใช้เครื่องมือที่ชุมชนร่วมกันวางแผน ออกแบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นอย่างเพียงพอสำหรับการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

โดยสรุปกระบวนการเรียนรู้ในการจัดทำแผนแม่บทชุมชน หมายถึง กระบวนการวิจัยชุมชนโดยชุมชน หรือ เรียกว่าประชาพิจัย (People research and development  : PR&D) เพื่อสร้างจิตสำนึกชุมชนให้รู้จักศักยภาพของชุมชน และร่วมรับผิดชอบในการจัดแผนแม่บทชุมชน

 

2.2  แนวคิดการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

 

แนวคิดในการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ประกอบด้วย ปรัชญา แนวคิด และหลักการพัฒนา ดังต่อไปนี้

2.2.1 ปรัชญาพัฒนาชุมชน

การพัฒนาชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาหลายประการ คือ ประการแรก ตั้งอยู่บนรากฐานอันมั่นคงแห่งความศรัทธาในตัวคน ว่าเป็นทรัพยากรที่มีความหมายและสำคัญที่สุด มนุษย์ทุกคนมีความสามารถ  ประการที่สอง การพัฒนาชุมชน ก็คือ ความศรัทธาในเรื่องความยุติธรรมของสังคม (Social justice) การมุ่งขจัดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่เห็นได้ชัดในหมู่มวลชนนั้น เป็นเรื่องที่อารยะสังคมพึงยึดมั่น ประการสุดท้าย ความไม่รู้ ความดื้อดึง และการใช้กำลังบังคับเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของการพัฒนา และความเจริญรุดหน้าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยวิธีการให้การศึกษาเท่านั้น การให้การศึกษาและให้โอกาสจะช่วยดึงพลังซ่อนเร้นในตัวคนออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และการพัฒนาจะมีประสิทธิภาพได้ก็จะต้องยึดหลักการรวมกลุ่ม และการทำงานกับกลุ่ม เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และทำงานรวมกันเป็นกลุ่มจะช่วยให้คนได้เจริญเติบโตโดยเร็วที่สุด (พัฒน์ บุณยรัตพันธุ์, 2517. ค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/plaiphraya/process.htm)

ปรัชญาของการพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย

1) การพัฒนาชุมชนนั้นให้ความศรัทธา เชื่อมั่นในตัวบุคคลว่าเป็นทรัพยากร(Human resources) ที่มีความสำคัญที่สุดในความสำเร็จของการดำเนินงานทั้งปวง และเชื่ออย่างแน่วแน่ว่ามนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ตามขีดความสามารถทางกายภาพของตน หากโอกาสอำนวยและมีผู้คอยชี้แนะที่ถูกทาง

2) การพัฒนาชุมชนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนปรารถนา ต้องการความยุติธรรมที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคม (Social Justice) ต้องการอยู่ในสังคมด้วยความสุขกาย สบายใจ (Socialsatisfaction) และต้องการอยู่ร่วมในสังคมให้เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย (Social acceptability) (ยุวัฒน์ วุฒิเมธี, 2534)

สรุปได้ว่าปรัชญาการพัฒนาชุมชน กล่าวถึงความเชื่อสามประการ  คือ  1) มนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน 2) มนุษย์มีศักยภาพและสามารถพัฒนาได้เมื่อได้รับโอกาส 3) มีความสัมพันธ์ร่วมกันภายใต้บริบทเฉพาะ

 

 

 

2.2.2 แนวคิดการพัฒนาชุมชน แนวคิดในการพัฒนาชุมชน  มีดังนี้

1) การมีส่วนร่วมของประชาชน (People participation) เป็นหัวใจของงานพัฒนาชุมชน โดยยึดหลักของการมีส่วนร่วมที่ว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจวางแผนงาน การปฏิบัติการและร่วมบำรุงรักษา

2) การช่วยเหลือตนเอง (Aided self–help) เป็นแนวทางในการพัฒนาที่ยึดเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่ง คือ ต้องพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยมีรัฐคอยให้การช่วยเหลือ สนับสนุน ในส่วนที่เกินขีดความสามารถของประชาชน ตามโอกาสและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม

3) ความคิดริเริ่มของประชาชน (Initiative) ในการทำงานกับประชาชนต้องยึดหลักการที่ว่า ความคิดริเริ่มต้องมาจากประชาชน ซึ่งต้องใช้วิถีแห่งประชาธิปไตย และหาโอกาสกระตุ้นให้การศึกษา ให้ประชาชนเกิดความคิด และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อหมู่บ้าน ตำบล

4) ความต้องการของชุมชน (Felt–needs) การพัฒนาชุมชนต้องให้ประชาชน และองค์กรประชาชนคิด และตัดสินใจบนพื้นฐานความต้องการของชุมชนเอง เพื่อให้เกิดความคิดที่ว่างานเป็นของประชาชน และจะช่วยกันดูแลรักษาต่อไป

5) การศึกษาภาคชีวิต (Life–Long Education) งานพัฒนาชุมชนถือเป็นกระบวนการให้การศึกษาภาคชีวิตแก่ประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน การให้การศึกษา

ต้องให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องกันไป ตราบเท่าที่บุคคลยังดำรงชีวิตอยู่ในชุมชน

 

2.2.3 หลักการดำเนินงานพัฒนาชุมชน จากปรัชญา และแนวคิดการพัฒนาชุมชนได้นำมาใช้เป็นหลักในการพัฒนาชุมชน ดังนี้

1) ยึดหลักความมีศักดิ์ศรี และศักยภาพของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้มากที่สุด นักพัฒนาต้องเชื่อมั่นว่าประชาชนนั้นมีศักยภาพที่จะใช้ความรู้ ความสามารถที่จะปรับปรุง พัฒนาตนเองได้ จึงต้องให้โอกาสประชาชนในการคิด วางแผนเพื่อแก้ปัญหาชุมชนด้วยตัวของเขาเอง นักพัฒนาควรเป็นผู้กระตุ้น แนะนำ ส่งเสริม

2) ยึดหลักการพึ่งตนเองของประชาชน นักพัฒนาต้องยึดมั่นเป็นหลักการสำคัญว่าต้องสนับสนุนให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ โดยการสร้างพลังชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชนส่วนรัฐบาลจะช่วยเหลือ สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และช่วยเหลือในส่วนที่เกินขีดความสามารถของประชาชน

3) ยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมคิด ตัดสินใจ วางแผน ปฏิบัติตามแผน และติดตามประเมินผลในกิจกรรม หรือโครงการใด ๆ ที่จะทำในชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการดำเนินงาน อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องความเป็นเจ้าของโครงการ หรือกิจกรรม

4) ยึดหลักประชาธิปไตย ในการทำงานพัฒนาชุมชนจะต้องเริ่มด้วยการพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือร่วมกัน คิดร่วมกัน ตัดสินใจ และทำร่วมกัน รวมถึงรับผิดชอบร่วมกันภายใต้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย

องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดหลักการดำเนินงานพัฒนาชุมชนไว้ 10 ประการ คือ

1) ต้องสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

2) ต้องเป็นโครงการเอนกประสงค์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน

3) ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปพร้อม ๆ กับการดำเนินงาน

4) ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

5) ต้องแสวงหาและพัฒนาให้เกิดผู้นำในท้องถิ่น

6) ต้องยอมรับให้โอกาสสตรี และเยาวชนมีส่วนร่วมในโครงการ

7) รัฐต้องเตรียมจัดบริการให้การสนับสนุน

8) ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพทุกระดับ

9) สนับสนุนให้องค์กรเอกชน อาสาสมัครต่าง ๆ เข้ามีส่วนร่วม

10) ต้องมีการวางแผนให้เกิดความเจริญแก่ชุมชนที่สอดคล้องกับความเจริญในระดับชาติด้วย

โดยเฉพาะ แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนา (People participation

for development) ปัจจุบัน ได้รับการยอมรับและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในงานพัฒนาทุกภาคส่วนหรือในลักษณะเบญจภาคี ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และประชาชน รวมพลังกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การมีส่วนร่วม หมายถึง กล่าวว่า “การให้โอกาสให้ประชาชนเป็นฝ่ายตัดสิน กำหนดความต้องการของตนเองเป็นการเสริมพลังอำนาจให้ประชาชนระดมขีดความสามารถในการจัดการทรัพยากร การตัดสินใจ และควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว” (Cemer, 1999. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/plaiphraya/process.htm)

การมีส่วนร่วม หมายถึง เป็นการเปลี่ยนแปลงกลไกในการพัฒนา จากการพัฒนาโดยรัฐ มาเป็นการพัฒนาที่ประชาชนมีบทบาทหลัก การมีส่วนร่วมของประชาชน จึงหมายถึงการคืนอำนาจ (Empowerment) ในการกำหนดการพัฒนาให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการริเริ่มและดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่การพัฒนา การแก้ไขปัญหา การกำหนดอนาคตของประชาชนเอง (สายทิพย์ สุคติพันธ์, 2534. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/plaiphraya/process.htm)

การมีส่วนร่วมของประชาชนควรมีเนื้อหาประกอบด้วย

1) การเน้นคุณค่าการวางแผนระดับท้องถิ่น

2) การใช้เทคโนโลยี/ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น

3) การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชนให้สามารถดำเนินการพัฒนาด้วย

ตนเองได้

4) การแก้ไขปัญหาของความต้องการพื้นฐานโดยสมาชิกชุมชน

5) การเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามแบบประเพณีดั้งเดิม

6) การใช้วัฒนธรรมและการสื่อสารที่สอดคล้องกับการพัฒนาโดยใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และความชำนาญของประชาชนร่วมกับวิทยากรที่เหมาะสมและมีการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วย

กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนานั้น ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน โดยมีนักวิชาการจากภายนอกเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเป็นการวัดเชิงคุณภาพออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ (บัณฑร อ่อนดำ, 2538. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/plaiphraya/process.htm)

ขั้นตอนที่ 1 การมีส่วนร่วมในขั้นการริเริ่มการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา/สาเหตุของปัญหาภายในชุมชน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดความต้องการของชุมชน และจัดลำดับความสำคัญของความต้องการของชุมชน

ขั้นตอนที่ 2 การมีส่วนร่วมในขั้นการวางแผนในการพัฒนาซึ่งเป็นขั้นตอนของการกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ของโครงการ วิธีการตลอดจนแนวทางการดำเนินงานและทรัพยากรที่จะใช้

ขั้นตอนที่ 3 การมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดำเนินการพัฒนา เป็นส่วนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเทคโนโลยี ฯลฯ จากองค์กรภาคีพัฒนา

ขั้นตอนที่ 4 การมีส่วนร่วมในขั้นตอนรับผลประโยชน์จากการพัฒนา ซึ่งเป็นทั้งการได้รับผลประโยชน์ทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ

ขั้นตอนที่ 5 การมีส่วนร่วมในขั้นประเมินผลการพัฒนา เป็นการประเมินว่า การที่ประชาชนเข้าร่วมพัฒนา ได้ดำเนินการสำเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด การประเมินอาจประเมินแบบย่อย (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลความก้าวหน้าเป็นระยะ ๆ หรืออาจประเมินผลรวม (Summative evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินผลสรุปรวมยอด

ลักษณะของการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนาโดยทั่วไป ประชาชนอาจเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจว่าจะทำอะไร เข้าร่วมในการนำโครงการไปปฏิบัติ โดยเสียสละทรัพยากรต่าง ๆ เช่น แรงงาน วัสดุ เงิน หรือร่วมมือในการจัดกิจกรรมเฉพาะด้าน เข้าร่วมในผลที่เกิดจากการพัฒนาและร่วมในการประเมินผลโครงการ (Cohen and Uphoff, 1977. อ้างถึงใน        นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/ plaiphraya/process.htm)

นอกจากลักษณะการมีส่วนร่วมดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผลการศึกษาอีกบางส่วนที่กล่าวถึงลักษณะการมีส่วนร่วม โดยแบ่งตามบทบาทและหน้าที่ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนา (Lee J Cary, 1970. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th/plaiphraya/process.htm) ได้แก่ 1) เป็นสมาชิก (Membership) 2) เป็นผู้เข้าประชุม (Attendance at meeting) 3) เป็นผู้บริจาคเงิน (Financial contribution) 4) เป็นประธาน (Leader) 5. เป็นกรรมการ (Membership in committees)

กล่าวโดยสรุปลักษณะการมีส่วนร่วมสามารถทำได้โดย

1) การสนับสนุนทรัพยากร คือ การสนับสนุนเงิน วัสดุอุปกรณ์ แรงงาน การช่วยทำกิจกรรม ร่วมประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น

2) อำนาจหน้าที่ของผู้เข้าร่วม คือ ความเป็นผู้นำ เป็นกรรมการเป็นสมาชิกปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม นอกจากการปลูกฝังจิตสำนึกแล้วจะต้องมีการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางซึ่งควรพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1) ปัจจัยเกี่ยวกับกลไกของภาครัฐ ทั้งในระดับนโยบายมาตรการ และการปฏิบัติที่เอื้ออำนวย รวมทั้งการสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน จำเป็นที่จะต้องทำให้การพัฒนาเป็นระบบเปิดมีความเป็นประชาธิปไตย มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและสามารถตรวจสอบได้

2) ปัจจัยด้านประชาชน ที่มีสำนึกต่อปัญหาและประโยชน์ร่วมมีสำนึกต่อความสามารถและภูมิปัญญาในการจัดการปัญหาซึ่งเกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงการสร้างพลังเชื่อมโยงในรูปกลุ่มองค์กร เครือข่ายและประชาสังคม

3) ปัจจัยด้านนักพัฒนาและองค์กรพัฒนา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมกระตุ้น สร้างจิตสำนึก เอื้ออำนวยกระบวนการพัฒนาสนับสนุนข้อมูลข่าวสารและทรัพยากรและร่วมเรียนรู้กับสมาชิกชุมชน

การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน มีแนวทางดังนี้

1) การเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) แก่ประชาชน

2) การสร้างองค์กรและพลังเครือข่าย

3) การวางแผนระดับท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ

4) การกระจายอำนาจ

5) การใช้หลักเศรษฐกิจแบบพอเพียง การพึ่งตนเองแทนการพึ่งพา

6) การจัดกระบวนการเรียนรู้ (Learning process) ที่เหมาะสมให้กับประชาชน การพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน การตลาด ประสบการณ์

7) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและเครือข่าย ให้มีความรู้ ความสามารถ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนับสนุนการจัดเวทีประชาคม

ปัญหาอุปสรรคที่มีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน (ฉลาดชาย รมิตานนท์, 2537. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th plaiphraya/process.htm) พบว่าอุปสรรคในการมีส่วนร่วมของกลุ่ม 3 ด้าน คือ

1) อุปสรรคด้านการเมือง เกิดจากการไม่ได้กระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้แก่ประชาชน โครงสร้างอำนาจทางการเมือง การปกครอง การบริหาร เศรษฐกิจ ตกอยู่ในกำมือของทหาร นายทุน และข้าราชการ

2) อุปสรรคด้านเศรษฐกิจ เกิดจากการขาดความสามารถในการพี่งตนเอง อำนาจการต่อรองมีน้อย กระบวนการผลิต ปัจจัยการผลิตอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์

3) อุปสรรคด้านวัฒนธรรม ขนบประเพณีในแต่ละพื้นที่ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เนื่องจากขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน/เผ่า ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ (ปรัชญา เวสารัชช์, 2526. อ้างถึงใน นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th plaiphraya/process.htm)  

1) ความแตกต่างในสังคม ด้านรายได้ อำนาจ และฐานะทางเศรษฐกิจ

2) ระบบการเมืองถูกควบคุมโดยคนกลุ่มน้อย

3) ขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแจกแจงทรัพยากร

ปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน สรุปได้ดังนี้

1) ปัญหาด้านนโยบายและองค์กรภาครัฐ มี 2 ระดับ คือ

 (1) ระดับนโยบาย โครงสร้างทางการบริหาร โครงสร้างทางสังคม พบว่า  นโยบายของรัฐไม่เอื้อต่อการพัฒนา อำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์ที่ส่วนกลางไม่มีการกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน โครงสร้างอำนาจทางการเมือง การบริหารและระบบเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มนายทุน

(2) ระดับปฏิบัติ พบว่า เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดทักษะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ขาดการประชาสัมพันธ์ การให้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง  ความล่าช้าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ขาดการประสานงาน การติดตาม/ประเมินผลที่เป็นระบบ

2) ปัญหาเกี่ยวกับประชาชน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

(1) กลุ่มผู้นำ พบว่า ครอบงำความคิดประชาชน แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน

ขาดความศรัทธาจากประชาชน

(2) กลุ่มประชาชนทั่วไป พบว่า ประชาชนมีภาระด้านการประกอบอาชีพด้านครอบครัว ด้านสุขภาพ ร่างกายประชาชนขาดทุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน เกิดความขัดแย้งทางด้านความคิดเห็นและผลประโยชน์ การแบ่งพรรคแบ่งพวก การขาดความสามัคคี การขาดการศึกษา ขาดความรู้ทางด้านวิทยาการต่าง ๆ ขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่สนใจ ไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม ไม่ศรัทธาในตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขาดการยอมรับในสิทธิและบทบาทสตรี

3) ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองการปกครอง

(1) ด้านการเมือง ขาดการกระจายอำนาจ ระบบการเมืองถูกควบคุมโดยคนกลุ่มน้อย

(2) ด้านเศรษฐกิจ  กระบวนการผลิต ปัจจัยการผลิตอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม กลไกของรัฐควบคุมระบบเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด ขาดกลไกทีมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร

(3) ด้านสังคมและวัฒนธรรม การแบ่งแยกเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความไม่รู้อันเกิดจากการขาดการศึกษา การครอบงำของผู้นำ และการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ความยากจนตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ระบบอุปถัมภ์

2.3 ความเป็นมาของการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

กระบวนการจัดทำแผนชุมชนเกิดขึ้นมาด้วยสาเหตุหลายประการด้วยกัน ตั้งแต่การไม่ประสบความสำเร็จของกลไก การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชนในรูปแบบเดิมของภาครัฐ เช่นมาตรการแก้ไขปัญหาไม่ได้ตอบสนองความต้องการของชุมชน ความล้มเหลวของกลไกการบริหารจัดการที่มีการคอรัปชั่น การวางแผนสั่งการจากบนลงล่าง ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ และยังสร้างนิสัยการรอรับความช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ในภาคประชาชน ยังเกิดจากปัญหาการว่างงานซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานในระดับล่างที่ส่วนใหญ่เป็นคนในชนบท ต้องอพยพกลับไปยังถิ่นฐานเดิม ซ้ำเติมความล้มเหลวในการพัฒนา

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะด้านเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอ การขาด ความเป็นตัวของตัวเองของสังคมไทยอันเป็นผลมาจากการพัฒนาที่ขาดความสมดุล เพราะการครอบงำของแนวทางสากล ที่ชี้นำการพัฒนาประเทศมายาว นานเกือบครึ่งศตวรรษ

การพัฒนาประเทศตามกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก เน้นระบบการเกษตร แบบพืชเดี่ยวหรือการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ฯลฯ ผลการของการพัฒนา ก็คือ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถ่างกว้างมากขึ้น เรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่ของประเทศพึ่งตนเองไม่ได้ ชีวิตผูกติดและพึ่งพาระบบ ฝากความมั่นคงของชีวิตและครอบครัวไว้กับรัฐ ครอบครัวแตกแยกไปคนละทิศละทาง ชุมชนอ่อนล้า และล่มสลายไปทีละส่วน เกิดปัญหาสังคมที่ซับซ้อน

เนื่องจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาคการผลิตที่แตกต่างกันระหว่างเมืองกับชนบทเกิดเป็น ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม ชุมชนชนบทหรือภาคเกษตรกรรมจึงตกอยู่ในฐานะผู้เสียสละ มีบทบาทในการเกื้อหนุน การพัฒนา ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ต้นและถูกทอดทิ้งให้ต่อสู้กับปัญหาโดยลำพังทั้งที่เป็นฐานรากของการพัฒนาภาคการผลิตอื่น สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ทำให้ชุมชนหลายชุมชนเห็นว่าไม่สามารถที่จะพึ่งพารัฐและหน่วยงานราชการแต่เพียงฝ่ายเดียวและเห็นความสำคัญของการกลับมาพึ่งตนเอง

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมิอาจสำเร็จได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้าหรือเฉพาะด้าน สังคมไทยต้องการการวางรากฐาน ใหม่ ต้องการการพัฒนาที่เป็นตัวของตัวเอง การพัฒนาที่สร้างความสมดุลระหว่างคนทุกกลุ่มในสังคม ระหว่างภาคการผลิต ระหว่าง เมืองกับชนบทมากกว่าการคล้อยตามกระแสการพัฒนาทางสากลที่เน้นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง การพัฒนาสังคมไทย ยุคต่อจากนี้ไปต้องมุ่งเป้าหมายการพัฒนาไปสู่สังคมพื้นฐานที่สัมพันธ์สอดคล้องต่อสถานการณ์แวดล้อมและปัญหาความต้องการในวิถีชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ต้องมีกระบวนการประสานศักยภาพพื้นฐานภายในสังคมกับการเรียนรู้และก้าวทันโลก สร้างเอกลักษณ์การพัฒนาที่เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทย

ยุทธศาสตร์ใหม่ของการพัฒนา จะมีทั้งระบบการพึ่งตนเองและระบบการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การพึ่งตนเองและ การพึ่งพาอาศัยกันนั้นไม่ได้แยกส่วนออกจากกันแต่เป็นกระบวนการที่ครอบครัวองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน ต้อง ร่วมกันพัฒนาระบบการจัดการด้านต่าง ๆ มากขึ้น

เป็นเวลาเดียวกับที่ชุมชนและการรวมกลุ่มโดยธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ชุมชนไม้เรียง ใน อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ที่หลายฝ่ายยอมรับว่าเป็นต้นแบบของชุมชนเข้มแข็งและมีการวางแผนแม่บทชุมชนที่ดี กลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ ในจังหวัดสงขลา ธนาคารชุมชนในจังหวัดพะเยาและการเกิดขึ้นของกลุ่มอาชีพอื่นๆ ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย ประกอบกับในระยะหลังมีกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) เข้ามาทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นพลังที่ทำให้กระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมีพัฒนาการมาโดยตลอด

โดยในระยะต่อมาสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)และธนาคารโลก (World bank) ได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลางและการสร้างทุนให้กับชุมชนจึงได้มี "มาตรการเพิ่มพลัง" (Empowerment) จัดสรรเงินให้รัฐบาลไทยกู้เงินเพื่อไปจัดทำโครงการต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังและเพิ่มทุนทางสังคมให้กับชุมชน เช่น การสนับสนุนเงินของ UNDP ในปี พ.ศ. 2542 ที่ให้กรมส่งเสริม-การเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับเครือข่ายภูมิปัญญาไทยและมูลนิธิหมู่บ้าน จัดทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นภายใต้ "โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน" ต่อมากองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF)ได้นำเสนอกระบวนการจัดทำแผนชีวิตชุมชนในพื้นที่ตำบลไม้เรียง ต่อผู้นำและองค์กรชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศตลอดจนได้สนับสนุนงบประมาณและประสานความร่วมมือกับองค์กรชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ต่างๆเพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการจัดทำแผนชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในระยะนี้เองที่ทำให้หลายหน่วยงานโดยเฉพาะภาครัฐเห็นความสำคัญของกระบวนการดังกล่าวนี้ จึงได้มีแนวคิดที่จะสนับสนุนและขยายผลเพื่อดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

 

2.4 กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

 

แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่สร้างการเรียนรู้ มุ่งเน้นยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา พัฒนาการความเป็นมาของแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง เริ่มในปี พ.. 2542 มีการจุดประกายความคิดการทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง การก่อตัวเกิดจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยการสนับสนุนจาก UNDP ร่วมกันพัฒนาเกษตรกรด้วยวิธีการกระตุ้นให้เกษตรกร รู้ปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการความร่วมมือกับมูลนิธิหมู่บ้านส่งเสริมให้ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกเครือข่ายภูมิปัญญาไทยได้มีการจัดทำแผนชีวิตชุมชน โดยมีชุมชนไม้เรียง ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จัดหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้นแบบของการจัดทำแผนชุมชน และเป็นต้นแบบทำให้เกิดการขยายผลการทำแผนชุมชนอย่างกว้างขวางในปี พ.. 2545 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค ที่สามารถสร้างรูปธรรมจากผลที่เกิดขึ้นจากการทำแผนชุมชนระดับตำบลได้อย่างชัดเจน

              ปี พ.. 2547 รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) เป็นองค์กรอำนวยการระดับชาติเพื่อผนึกกำลังกันยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยให้อยู่ดีมีสุข ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย บนพื้นฐานของความสมดุล พอดี พอประมาณ อย่างมีเหตุมีผล ภายใต้ปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง” แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ได้รับการยอมรับในระดับนโยบายให้ใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยสนับสนุนงบประมาณจาก ศตจ. ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้และการขยายผลแผนแม่บทชุมชนแก้ไขปัญหาความยากจน การขยายพื้นที่รูปธรรมการทำแผนแม่บทชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,000 ตำบล และสนับสนุนรูปธรรมการทำกิจกรรมภายใต้กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน  

เป้าหมายของการทำแผนชุมชนอยู่ที่การทำให้สมาชิกที่มีอยู่อย่างหลากหลายในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มคิดทำแผน การลงมือปฏิบัติ ไปจนครบกระบวนการต่อเนื่องตลอดไป ตามหลักการ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์”

 

2.4.1 ขั้นตอนการทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง

การทำแผนชุมชน มีขั้นตอนและรายละเอียดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ชุมชนที่สนใจจะทำแผนชุมชนสามารถศึกษาดูงานจากพื้นที่ที่เคยมีประสบการณ์ทำแผนแม่บทชุมชนมาก่อน และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการจัดทำแผนแม่บทชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยขั้นตอนในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนสรุปขั้นตอนได้ ดังนี้ (นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th plaiphraya/process.htm)

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมพื้นที่และเตรียมทีมงาน

1) การเตรียมพื้นที่ การพิจารณาพื้นที่เพื่อทำแผนแม่บทชุมชนควรเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพ มีต้นทุนที่ใช้ในการทำแผนชุมชน เช่น มีผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ มีกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่สามารถสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานราชการในอำเภอได้ เป็นตำบลที่สามารถจะเป็นตัวอย่าง สร้างแนวคิดเรื่องการทำแผนแม่บทชุมชนให้กับตำบลอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว การเปิดพื้นที่ทำแผนชุมชนครั้งแรกไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดพร้อมกันทั่วทั้งอำเภอ ค่อย ๆ ทำให้เห็นรูปธรรม อาจจะเลือกเป็นพื้นที่ตำบลนำร่อง 1-2 ตำบลเพื่อเริ่มต้นทำเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นผลเป็นตำบลต้นแบบเพื่อนำไปสู่การขยายผล

2) การเตรียมทีมงานหรือวิทยากรกระบวนการ การสร้างทีมงานเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการทำแผนแม่บทชุมชนในตำบล ควรมีองค์ประกอบของคนที่มีความหลากหลาย ทั้งเพศวัย อายุ การศึกษา ฐานะ อาชีพ จากประสบการณ์ของเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค การเลือกผู้นำที่จะเป็นแกนนำแผนแม่บทชุมชนได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. ครู หรือนักวิชาการท้องถิ่นปราชญ์ผู้รู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แกนนำกลุ่มองค์กรต่าง ๆ

คุณลักษณะของทีมงาน จะต้องมีคุณสมบัติคือเป็นผู้ที่มีบทบาทในกลุ่ม ชุมชน และได้รับการยอมรับจากสมาชิกภายในกลุ่ม เป็นผู้รู้ ผู้นำทางความคิด รอบรู้เรื่องราวเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในสังคมหรือเป็นผู้ที่สามารถประสานงานกับผู้นำชุมชนและหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ทีมงานจะต้องประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เกษตร พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม กศน. ประมง ปศุสัตว์ อบต. เข้าร่วมเป็นคณะทำงานตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ทีมงานดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการเป็นวิทยากรกระบวนการที่จะเผยแพร่แนวคิดและวิธีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนในแต่ละหมู่บ้าน

จำนวนทีมงานแผนแม่บทชุมชนระดับตำบล ควรจะเป็นตัวแทนที่มาจากหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลโดยเฉลี่ยหมู่บ้านละ 3-5 คน โดยเฉลี่ยคณะทำงานแผนแม่บทชุมชนระดับตำบลควรมีประมาณ 30-40 คนขึ้นอยู่กับขนาดของตำบลว่ามีจำนวนหมู่บ้านมากหรือน้อย การจำกัดจำนวนของคณะทำงานของตำบลเพื่อไม่ให้เป็นกลุ่มคนที่ใหญ่เกินไปสามารถพูดคุยและหารือกันได้อย่างทั่วถึง

ขั้นตอนที่ 2 เวทีการสร้างความเข้าใจกับคณะทำงานแผนแม่บทชุมชนระดับตำบล

เวทีการสร้างความเข้าใจกับคณะทำงานแผนแม่บทชุมชนระดับตำบลเป็นเวทีแรกที่มีความสำคัญ มีเป้าหมายที่สำคัญคือ การสร้างความเข้าใจ การจุดประกายความคิดและกระตุ้นให้ผู้นำเกิดแรง เกิดความสนใจที่จะทำแผนชุมชนและเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทำแผนแม่บทชุมชน องค์ประกอบผู้เข้าร่วมเวทีจะต้องประกอบด้วย

1) ตัวแทนองค์กรหรือหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดกับผู้นำและตัวแทนชุมชน

2) วิทยากรเนื้อหาการทำแผนแม่บทชุมชน วิทยากรอาจจะเป็นคนภายนอกหรือในพื้นที่ก็ได้แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำแผนแม่บทเป็นอย่างดีและสามารถตอบข้อข้องใจได้

3) การจัดเวทีประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจ ในขั้นตอนนี้จะเป็นเวทีที่เชิญผู้นำจากหมู่บ้านต่างๆ หรือผู้ประสานงานระดับตำบล เข้าร่วมประชุม อาจจะให้เวลา 1 หรือ 2 วัน ขึ้นอยู่กับวิธีการและงบประมาณที่จะใช้ในการจัดเวที เนื้อหาของการจัดเวทีกระตุ้นหรือจุดประกายความคิดมีเนื้อหา คือ

(1) การชวนคิด ชวนคุยเพื่อวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ตำบล สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งภายในและภายนอกชุมชนที่มีผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น

(2) ทิศทางและแนวโน้มการพัฒนาที่ให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และท้องถิ่นในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมีวิธีการอย่างไร

(3) ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง การทำแผนแม่บทชุมชนกับการเชื่อมโยงกับนโยบายของภาครัฐ

(4) ขั้นตอนและวิธีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง เช่น การกำหนดประเภทของข้อมูลที่ต้องการ การสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล การแบ่งบทบาทของผู้นำในชุมชนกับการเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล การยกร่างแผนงาน การนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติ ส่วนหนึ่งใช้สื่อ VCD เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพของกระบวนการทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ได้อย่างชัดเจน

(5) การเล่าให้เห็นภาพของผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากที่มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง อาทิเช่น การทำให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาตนเอง การทำกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา การระดมทุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การใช้ทุนทางสังคม ทุนทางทรัพยากรที่มีอยู่ในหมู่บ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า การประสานแผนงานกับ อบต. เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือการทำกิจกรรมของชุมชน

ขั้นตอนที่ 3 การสำรวจและการรวบรวมข้อมูลชุมชน

กำหนดประเด็นข้อมูลที่อยากรู้และสร้างเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การสำรวจหรือการรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ขั้นตอนแรกของการสำรวจข้อมูล คือ การร่วมกันมากำหนดประเด็นข้อมูลที่อยากรู้ และทำให้เห็นภาพรวมของแต่ละหมู่บ้านและภาพรวมของตำบล ตัวอย่างประเด็นการเก็บข้อมูล เช่น

1) ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน

2) ข้อมูลเศรษฐกิจชุมชน เช่น อาชีพ รายได้ รายจ่าย หนี้สิน

3) ข้อมูลทางด้านสังคมและประเพณีวัฒนธรรมชุมชน

4) ข้อมูลกลุ่ม / องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน

5) ข้อมูลทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชน

6) ข้อมูลสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้นในชุมชน

หลังจากที่มีการกำหนดประเด็นข้อมูลที่ต้องการชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ   การสร้างเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล อาจจะมีการประสานงานกับนักวิชาการท้องถิ่นเข้ามาช่วยในการออกแบบสอบถามหรือนำเอาตัวอย่างของตำบลที่เคยทำมาแล้วมาปรับประยุกต์ใช้ก็จะทำให้ประหยัดเวลาได้มาก

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

การรวบรวมข้อมูลมีหลายวิธีการขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและประเภทของข้อมูลจากประสบการณ์การเก็บข้อมูลเพื่อการทำแผนชุมชน ถ้าหากเป็นชุมชนขนาดเล็กจะเก็บข้อมูลทุกครัวเรือนถ้าเป็นชุมชนใหญ่จะมีการสุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูล วิธีการเก็บจะมีการจัดแบ่งบทบาทหน้าที่ในการสำรวจข้อมูลโดยให้คณะกรรมการชุมชนช่วยกัน บางชุมชนจะมีการแบ่งออกเป็นคุ้มให้มีหัวหน้าคุ้มทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจและติดตามข้อมูล หรือใช้ฐานกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ในการเก็บข้อมูล ถ้าหากเป็นการสำรวจข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจระดับครัวเรือน อาจจะมีการทำเป็นบัญชีรับจ่ายประจำวันประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้

1) การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิหรือข้อมูลมือสองที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้าน ข้อมูล กลุ่ม องค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านและตำบล แต่ละตำบลจะมีฐานข้อมูล จปฐ.  กชช.2. ที่มีการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นอยู่ที่ อบต. และอำเภอ คณะทำแผนแม่บทชุมชนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและนำมาใช้ได้

2) การใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจข้อมูลครัวเรือน ข้อมูลที่จำเป็นประกอบด้วย ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจในครัวเรือน ข้อมูลศักยภาพและข้อมูลภูมิปัญญาของชุมชน

3) การสนับสนุนให้แต่ละครอบครัวทำบัญชีครัวเรือน คือการบันทึกรายรับ รายจ่าย ของครอบครัว โดยอาจเริ่มจากการทำในระยะเวลา 1 เดือนแล้วนำข้อมูลมารวมกัน

4) การสัมภาษณ์พูดคุยหรือการจัดเวทีประชาคม เป็นวิธีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลชุมชน

หลังจากที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนเสร็จเรียบร้อย คณะทำงานระดับตำบลจะเป็นผู้ที่รวบรวมข้อมูลและช่วยกันสรุปข้อมูล ในขั้นตอนนี้ ควรมีการประสานกับหน่วยงานราชการหรือผู้ที่มีความรู้ในชุมชน เช่น ครู เยาวชน สาธารณสุข เกษตร พัฒนาชุมชน เข้ามาช่วยในการสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามซึ่งจะทำให้เห็นเรื่องราวทั้งหมดของชุมชน เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูล ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลควรมีการวิเคราะห์ในระดับชุมชนโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูล เพื่อสะท้อนข้อมูลที่ค้นพบที่สำคัญให้ชาวบ้านรับรู้ เช่น รายรับ รายจ่าย หนี้สิน สภาพปัญหาและสาเหตุ ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และทำให้ชุมชนเห็นจุดเด่น จุดด้อย และศักยภาพของชุมชน ปัญหาและสาเหตุ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และระดมการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการหาแนวทางการแก้ไขของชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้คือชุมชนจะมีชุดข้อมูลที่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบโดยชุมชน

หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลระดับหมู่บ้านเข้ามารวบรวมเป็นระดับตำบล และมีการวิเคราะห์ภาพรวมระดับตำบล โดยผู้ประสานงานระดับตำบลและตัวแทนหมู่บ้านเข้ามาร่วมกันวิเคราะห์กับทีมงานที่เป็นตัวแทนจากหมู่บ้านต่าง ๆ อันนำไปสู่การร่วมกันค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละด้านขั้นตอนต่อจากการวิเคราะห์ภาพรวมของตำบลหลังจากที่เห็นภาพรวมของตำบลคือ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาหลังจากที่ค้นพบว่าปัญหาใดมีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนมากน้อยอย่างไร และปัญหาใดที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนหลัง จากนั้นคณะทำงานจะต้องช่วยกันระดมความคิดเห็นและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อนำไปสู่การยกร่างแผนแม่บทชุมชนระดับตำบล

ขั้นตอนที่ 5 การยกร่างแผนแม่บทชุมชน

เมื่อคณะทำงานแผนแม่บทชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจนกระทั่งทำให้เห็นภาพรวมของหมู่บ้าน และตำบล ขั้นตอนต่อมา คือ การยกร่างแผนแม่บทชุมชน แต่ก่อนที่จะมีการยกร่างแผนนั้นเพื่อเป็นการตอกย้ำและสร้างความมั่นใจ และเห็นตัวอย่างการทำแผนชุมชน จึงควรมีการพาคณะทำงานทำแผนแม่บทชุมชนไปศึกษาดูงานตำบลต้นแบบเพื่อให้เห็นของจริง การทำกิจกรรมที่เกิดจากแผนแม่บทชุมชนแต่ละด้าน เช่น การรวมกลุ่มทางด้านอาชีพ ธุรกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ หรือกองทุนชุมชน สิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพในชุมชน เกษตรพึ่งตนเอง รวมถึงการจัดสวัสดิการชุมชน การศึกษาดูงานจากชุมชนต้นแบบ จะทำให้คณะทำงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของตำบลที่ทำแผนแม่บทชุมชน การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน อบต. หรือประเด็นอื่นตามความสนใจ และทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ศึกษาดูงานการทำแผนแม่บทชุมชนตำบลต้นแบบเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมา คือ คณะทำงานมาร่วมกันยกร่างแผนแม่บทชุมชน สำหรับขั้นตอนนี้คณะทำงานจะเกิดการเรียนรู้และเกิดการปรับฐานคิดเกี่ยวกับการหาทางแก้ไขปัญหาของชุมชน มีข้อมูลที่ทำให้เห็นแก่นของปัญหาที่แท้จริง และการค้นพบทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางทรัพยากรท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาหมู่บ้านและตำบล การทำแผนมิใช่การทำโครงการเพื่อของบประมาณจากหน่วยงานภายนอก การกำหนดแผนงานอาจจะมีการแบ่งเป็นหมวด เช่น

- แผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและวิสาหกิจชุมชน

- แผนพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมยั่งยืน

- แผนพัฒนาสังคม (การพื้นฟูประเพณี ศิลปะ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่น)

- แผนพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

- แผนพัฒนาด้านการเมืองและการมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น

- แผนพัฒนาด้านกองทุนชุมชน / องค์กรการเงิน

- แผนพัฒนาด้านการจัดสวัสดิการชุมชน

- แผนพัฒนาสุขภาพชุมชน

- แผนพัฒนาทางด้านการสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพชุมชน

- แผนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน

การยกร่างแผนงานจะต้องมีรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติควรมีรายละเอียดดังนี้ จะทำกิจกรรมอะไร ใครเป็นคนทำ ทำที่ไหน อย่างไร ทรัพยากรมาจากไหน ใครทำหน้าที่ติดตาม จะประสานให้ใครเข้ามาช่วยในการทำให้แผนเป็นจริง (แผนงาน /กิจกรรม /วัตถุประสงค์ /ขั้นตอน /วิธีการ /งบประมาณ /ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา การติดตามผลการปฏิบัติงาน) ในขั้นตอนการยกร่างแผนงานการเรียนรู้ที่สำคัญที่เกิดขึ้นคือ การปรับระบบความคิดของผู้นำและชาวบ้านให้คิดอย่างมีเหตุมีผลมีการนำข้อมูลมาใช้อย่างเป็นระบบ เพื่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มาจากฐานรากที่ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ที่ตรงกับสภาพปัญหา ความต้องการ และศักยภาพของชุมชน โดยเกิดจากการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายในตำบล

ขั้นตอนที่ 6 การประชาพิจารณ์แผนแม่บทชุมชน

การประชาพิจารณ์แผนแม่บทชุมชนระดับตำบล เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นเวทีที่จัดขึ้นสำหรับการสะท้อนข้อมูล ภาพรวมของตำบล และนำเสนอร่างแผนงานให้ชาวบ้านได้รับรู้ และเปิดให้สมาชิก ได้ร่วมกันพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแผน ความเหมาะสมและตรงกับความต้องการของชาวบ้านหรือไม่ และมาช่วยกันจัดลำดับความสำคัญของแผนแม่บทชุมชนในขั้นตอนการจัดเวทีประชาพิจารณ์จากบทเรียนของชุมชนไม้เรียง และเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน 4 ภาค มีวิธีการจัดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย คือ

1) การเตรียมทีมเพื่อนำเสนอ คณะทำงานแผนแม่บทชุมชนจะต้องเตรียมนำเสนอสะท้อนข้อมูลภาพรวมของตำบล และร่างแผนงานแม่บทชุมชนตำบล โดยจะต้องมีการแบ่งความรับผิดชอบทีมงานและการซักซ้อมความเข้าใจกันก่อนที่จะมีเวทีการจัดประชาพิจารณ์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและนำเสนอสิ่งที่สำคัญ ๆ ชาวบ้านได้เห็นภาพรวมและเกิดความเข้าใจ

2) การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ปกครอง พัฒนากร เกษตร สาธารณสุข ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ปศุสัตว์ประมง อนามัย อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู และชาวบ้าน เป็นตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ทราบทิศทางการพัฒนาและแผนชุมชนระดับตำบล และร่วมกันหาแนวทางการบูรณาการแผนงานของตำบลให้เป็นงานที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น ให้การสนับสนุนชุมชน

3) การนำเสนอร่างแผนแม่บทชุมชน ในการนำเสนอในเวทีประชาพิจารณ์ มีเนื้อหาของการนำเสนอที่ทำให้เห็นภาพรวมของการทำแผนงาน คือ ตั้งแต่เป้าหมายการทำแผนแม่บทชุมชน ขั้นตอนการทำแผน ข้อมูลที่ค้นพบ และยกร่างแผนงาน

4) การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนซักถาม หลังจากที่มีการนำเสนอแผนงานเสร็จจะต้องเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนซักถาม และให้ทุกส่วนที่เข้าร่วมเวทีได้แสดงความคิดเห็นทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวบ้านเพื่อให้ข้อเสนอแนะอันนำไปสู่การรวบรวมความคิดเห็นจากเวที ไปปรับปรุงแผนงานให้เกิดความสมบูรณ์หลังจากที่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์

ขั้นตอนที่ 7 นำแผนไปสู่การปฏิบัติ

สิ่งสำคัญของการทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง มิใช่การได้มาซึ่งรายงานหรือเอกสารที่เป็นเล่มที่มีรายละเอียดของแผนงานและโครงการ สิ่งที่ได้มาจะไม่มีคุณค่า หรือประโยชน์อันใดเลย ถ้าไม่มีการนำสิ่งที่ร่วมกันคิด ร่วมกันค้นหา และร่วมกัน ไปสู่การปฏิบัติการแปรความคิดสู่ความเป็นจริง สำหรับการนำแผนแม่บทชุมชนไปสู่การปฏิบัตินั้นจากประสบการณ์ของการทำแผนแม่บทชุมชนของเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน 4 ภาค มีแนวทางคือ

ประการแรกคือ การจัดลำดับความสำคัญของแผนงานกิจกรรมว่าเรื่องใดมีความสำคัญและต้องลงมือทำก่อนและสามารถเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ

ประการที่สองคือ การจัดประเภทของแผนงานซึ่งโดยส่วนใหญ่จะแบ่งประเภทของแผนออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

-                   แผนชุมชนที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้เอง

-                   แผนชุมชนที่ชุมชนและหน่วยงานภายนอกร่วมกันดำเนินการ

-                   แผนชุมชนที่ต้องประสานหน่วยงานภายนอกเข้ามาให้การสนับสนุน

ประการที่สาม การแบ่งบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานระดับตำบลที่เป็นตัวแทนแต่ละหมู่บ้านร่วมกันผลักดันแผนงานให้เป็นจริงและนำแผนชุมชนไปปฏิบัติในแต่ละหมู่บ้าน

ประการที่สี่ การนำโครงการและแผนชุมชนบูรณาการเข้ากับแผนงานของหน่วยงานพัฒนาทั้งภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เกษตร ประมง กศน. อบต. สาธารณสุข พัฒนาชุมชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงแผนงานจากชุมชนสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับอำเภอ และก้าวสู่การเชื่อมโยงแผนแม่บทชุมชนสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด (ผู้ว่า CEO)

ขั้นตอนที่ 8 การติดตามประเมินผลและการสรุปบทเรียน

ขั้นตอนการติดตามประเมินผลเป็นการติดตามว่าแผนชุมชนนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่อย่างไร การติดตามถามข่าว ความเคลื่อนไหวของแผนงานเป็นการกระตุ้นในระดับหมู่บ้านและระดับตำบลว่ามีการดำเนินงานตามที่วางแผนไว้หรือไม่อย่างไร มีปัญหาหรืออุปสรรคหรือไม่ต้องการการช่วยเหลือหรือการหนุนเสริมเรื่องอะไรบ้าง ในขั้นตอนนี้จะมีวิธีการคือ การตั้งคณะกรรมการทำงานที่ทำหน้าที่ในการติดตามความคืบหน้าการทำแผนแม่บทชุมชน บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการติดตาม คือ

1) การประชุม ติดตามความคืบหน้าจากคณะประสานงานทำแผนแม่บทชุมชนระดับตำบลอย่างต่อเนื่อง รูปแบบควรจะมีการประชุมสัญจรหมุนเวียนไปแต่ละหมู่บ้านให้ครบทุกหมู่บ้านในตำบล เพื่อจะได้เกิดการเรียนรู้ของชาวบ้านและเห็นสภาพความเป็นจริงของแต่ละหมู่บ้าน

2) การลงพื้นที่เยี่ยมเยือน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การดำเนินกิจกรรมตามแผนงานในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติมหลังจากที่ได้มีการดำ เนินกิจกรรมไประยะหนึ่งจะต้องมีการสรุปบทเรียนหรือถอดประสบการณ์ที่เกิดจากการทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ปัญหาอุปสรรคและช่วยกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น สำหรับกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จจะต้องถอดประสบการณ์ออกมาเพื่อที่จะมาขยายผลให้กับชุมชนอื่นได้เรียนรู้ต่อไป

กรณีตัวอย่างการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ตำบลหน้าเขา  อำเภอเขาพนม และตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เสนอขั้นตอนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนโดยกระบวนการประชาพิจัยและพัฒนา ไว้ดังนี้

เวทีที่  1

1) ทำความเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้ในเวที และเลือกคณะกรรมการจากทุกหมู่บ้านเพื่อรับผิดชอบการทำแผนแม่บทชุมชน

2) ชี้แจงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ดังนี้

(1) ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทชุมชน

(2) ความสำคัญของแผนแม่บทชุมชน

(3) ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับและการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นต่อครอบครัว  ชุมชน

(4) วิธีการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ในเวทีที่  2

(5) อธิบายวิธีการเก็บข้อมูลของการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

(6) การประสานและการติดตาม  การเก็บข้อมูลในทุกหมู่บ้าน

(7) เลือกประธานตัวแทนหมู่บ้านและกรรมการฝ่ายต่างๆ

เวทีที่  2

1) วิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกรายจ่ายของครอบครัว จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นปัญหาในอดีต  คือ  การใช้จ่ายเกินรายได้ของครอบครัวทำให้เกิดหนี้สิน 

2) วิธีการแก้ไขสรุปได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่สำคัญ  ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างไร  และสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร  ซึ่งนำไปสู่การพึ่งตนเองได้ในที่สุด

เวทีที่  3

1) รวบรวมข้อมูลครอบครัวและการพัฒนาทรัพยากร  ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพทางการเกษตร  แปรรูป  การค้าขาย  การบริการ  ตลอดจนหนี้สิน  ทรัพย์สินสิ้นเปลืองในครอบครัวและข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น

2) สรุปผลการศึกษาดูงานและรูปแบบการจัดการของชุมชนต้นแบบที่ศึกษา โดยศึกษารูปแบบและกิจกรรมการเสริมสร้างอาชีพจากผู้รู้ในชุมชน ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการคิดจากเวทีที่ 2  การศึกษาดูงานและนำมาวิเคราะห์

เวทีที่  4

1) วิเคราะห์และประเมินศักยภาพของชุมชนในด้าน ผู้นำชุมชน ความรู้  ทรัพยากร  เพื่อสร้างกรอบการจัดทำแผนแม่บทชุมชน

2) วิเคราะห์การศึกษาดูงานชุมชนที่ประสบความสำเร็จ  เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการผลักดันแผนแม่บทชุมชนให้เกิดผลทางปฏิบัติ

เวทีที่  5

นำเสนอแผนและโครงการของแผ่นแม่บท ซึ่งสรุปเป็นแผนแม่บทชุมชน  ประกอบไปด้วย

1) แผนหลัก 4 แผน คือ

(1) แผนพึ่งตนเอง

(2) แผนจัดการทุนและสวัสดิการ

(3) แผนจัดการและพัฒนาทรัพยากร

(4) แผนบริหารจัดการ

2) กลุ่มแผนย่อย 6 แผน คือ

(1) โครงการระบบอาหาร

(2) โครงการระบบของใช้

(3) โครงการจัดสวัสดิการ

(4) โครงการระบบผลิต

(5) โครงการระบบการจัดการผลผลิต

(6) การบริหารจัดการและระบบการเรียนรู้สู่ชุมชน

แนวคิดและแผนแม่บทชุมชนดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป เพื่อพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งตั้งบนฐานแนวคิดของการพึ่งตนเอง - ความพอเพียงขั้นพื้นฐานและพอเพียงแบบก้าวหน้า

                                สรุปได้ว่า กระบวนการเรียนรู้ในการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ประกอบด้วย เวที 1  เปิดโลกแห่งการเรียนรู้  ทำความเข้าใจวิธีการ, เวที 2  นำข้อมูลรายรับ รายจ่าย หนี้สิน มาวิเคราะห์, เวที 3 นำข้อมูลทรัพยากรมาวิเคราะห์, เวที 4 นำข้อมูลการศึกษาดูงานมาวิเคราะห์, เวที 5  นำแผนแม่บทหมู่บ้านมาร่างระดับตำบล, เวที 6  ประชาพิจารณ์ระดับตำบล  การเตรียมชุมชนเริ่มจากการเข้าไปทำความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำชุมชนในแต่ละหมู่บ้าน คัดเลือกผู้นำ-แกนนำหมู่บ้าน ๆ ละ 3-5 คนเป็นคณะทำงานตำบล ผู้นำเหล่านี้ร่วมกันค้นหาอาสาสมัครนักวิจัยชุมชน    ในแต่ละหมู่บ้านให้ได้เฉลี่ย 1 คน ต่อ 10 ครัวเรือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยอาจคัดเลือกข้อมูลเดิมของชุมชนที่มีอยู่และดีมาใช้  นำเสนอโครงการ จัดลำดับความสำคัญและความเป็นไปได้ของแผนงาน โครงการ และกิจกรรม เช่น แผนพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การลงทุน ร่วมทุน  การผลิต  การบริโภค  การตลาด และการจัดการโดยรวม เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการฝึกอบรมด้านวิชาการ เทคนิค การจัดการ และการจัดองค์กรภายในการประสานงานกับภายนอก เช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นแผนเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง และแบบก้าวหน้า นับเป็นรูปธรรมของระบบเศรษฐกิจชุมชนผนึกพลัง (Synergy) และการจัดการแบบเกื้อกูล (Cluster) โดยแท้

2.4.2 เทคนิคพื้นฐานเพื่อการมีส่วนร่วม

เวทีประชาคม เป็นการพบปะของผู้คนที่มีความหลากหลายด้านข้อมูล ประสบการณ์ และความคิดมาร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ความคิด เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา วางแผนงาน ดำเนินงาน และติดตาม ประเมินการทำงานร่วมกัน โดยใช้ความแตกต่างหลากหลายของแต่ละคนเป็นจุดแข็งในการทวีคูณความสำเร็จ

กระบวนการกลุ่ม (Group process) เป็นกระบวนการที่มีความจำเป็นต้องนำมาใช้ในการจัดเวทีประชาคมเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมสูงสุด (Maximum participation) และการบรรลุงานสูงสุด (Maximum performance) ซึ่งทำให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด ผู้จัดเวทีประชาคมและผู้ใช้กระบวนการกลุ่มควรมีความเข้าใจและมีทักษะในกระบวนการมีส่วนร่วมแบบต่างๆ (เช่น Participatory rural appraisal (PRA), Appreciation-Influence-Control (AIC), Future Search Conference (FSC) รวมทั้งทักษะในเทคนิคพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสร้างมิตรภาพและเจตนารมณ์ร่วมกัน การหลอมรวมความแตกต่าง การบริหารจัดการความขัดแย้งภายในกลุ่มการคิดเป็นระบบ การระดมสอง และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม (นิรนาม, 2548. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553. จาก http://cddweb.cdd.go.th plaiphraya/process.htm)

หลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม (Participatory performance) การทำงานแบบมีส่วนร่วมอาศัยหลักการทำงานที่ยึดสมาชิกของกลุ่มเป็นศูนย์กลาง (ไม่ใช่ประธานหรือวิทยากร) โดยสมาชิกเป็นผู้สร้างผลงานจากประสบการณ์เดิม การทำงานแบบมีส่วนร่วมมีหลักสำคัญ 5 ประการ

1. เป็นการทำงานที่อาศัยประสบการณ์เดิมของสมาชิก

2. ทำให้เกิดประสบการณ์ /การเรียนรู้ใหม่ ๆ /ความคิดใหม่ที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานที่เรียกว่า (Active performance)

3. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกันเองและระหว่างวิทยากรกับสมาชิกกลุ่ม

4. ปฏิสัมพันธ์ที่มีทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายความคิดที่ทุกคนมีอยู่ออกไปอย่างกว้างขวาง

5. มีการสื่อสารโดยการพูด/การเขียน เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนวิเคราะห์และสังเคราะห์ความคิด

การออกแบบกลุ่ม (Group design)

การมีส่วนร่วมสูงสุด เกิดจากการออกแบบกลุ่มที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการกลุ่มแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันมาก บางประเภทเอื้อให้สมาชิกในกลุ่มมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์ได้มากแต่อาจขาดความหลากหลายทางแนวคิด จึงเหมาะสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากประสบการณ์โดยยังไม่ต้องการข้อสรุปที่สมบูรณ์อาจได้มาจากการนำเสนอแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม

การออกแบบงาน (Task design)

แม้การออกแบบกลุ่มที่หลากหลายจะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีส่วนร่วมนั้น ได้เกิดผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เสียเวลา หัวใจสำคัญของการบรรลุงานสูงสุดจึงอยู่ที่การกำหนดงานให้กับกลุ่ม ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญของการกำหนดงาน 3 ประการ คือ

1. กำหนดกิจกรรมที่ชัดเจนว่าจะให้สมาชิกแบ่งกลุ่มอย่างไร เพื่อทำอะไร ใช้เวลามากน้อยแค่ไหนเมื่อบรรลุงานแล้วจะให้ทำอย่างไรต่อ เช่น เตรียมเสนอหน้าชั้นในเวลาที่กำหนดให้

2. กำหนดบทบาทของกลุ่มหรือสมาชิกที่ชัดเจน โดยปกติการกำหนดบทบาทในกลุ่มย่อยควรให้แต่ละกลุ่มมีบทบาทที่แตกต่างกัน เมื่อมารวมเสนอในกลุ่มใหญ่จึงจะเกิดการขยายเครือข่ายการเรียนรู้โดยไม่น่าเบื่อการกำหนดบทบาทยังรวมถึงสมาชิกในกลุ่มด้วย เช่น บทบาทของการนำกลุ่ม การรวบรวมความเห็น การนำเสนอเป็นต้น

3. ควรมีโครงสร้างของงานที่ชัดเจน ซึ่งบอกรายละเอียดของกิจกรรมและบทบาท โดยทำเป็นข้อกำหนด งานที่วิทยากรแจ้งแก่สมาชิกหรือทำเป็นใบงานมอบให้กับกลุ่ม ซึ่งประการหลังจะเหมาะกับการทำกลุ่มย่อยที่ต้องการทำงานให้ได้ผลงานที่เป็นข้อสรุปของกลุ่ม โดยจัดทำเป็น

-ใบงาน เป็นข้อกำหนดผลงาน หรือใบมอบหมายงานให้กลุ่มเล็ก หรือกลุ่มย่อยระดมสมองที่มีรายละเอียดมาก และต้องการผลงานที่เป็นข้อสรุปของกลุ่มที่มีความลึกซึ้งมาก วิทยากรอาจพิมพ์หรือเขียนใส่กระดาษแจกให้สมาชิกหรือแจกให้กลุ่มประกอบการทำงานเป็นกลุ่ม มักใช้ในกิจกรรมสะท้อนความคิดและอภิปราย และกิจกรรมประยุกต์แนวคิด

- ใบชี้แจง เป็นงานที่มีรายละเอียดไม่มากนักในกลุ่มใหญ่ ก่อนทำกิจกรรมกลุ่มวิทยากรอาจเขียนใส่กระดาษหรือแผ่นใส ให้สมาชิกอ่านพร้อมกันในชั้นหรือในกลุ่ม มักใช้ในกิจกรรมด้านประสบการณ์ หรือประยุกต์แนวคิด

เทคนิคการตั้งประเด็น

ลักษณะของคำถามที่จะก่อให้เกิดการอภิปรายกลุ่มนั้นจะต้องเป็นคำถามที่กระตุ้น ยั่วความคิดท้าทายความคิดและควรเป็นคำถามปลายเปิด มากกว่าคำถามปิด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้คำถามวิทยากรควรมีกรอบหรือโครงสร้างของชุดคำถาม

การกำหนดบทบาทของผู้ร่วมเวทีประชาคม

1. ช่วยกันค้นหาข้อมูล ให้ข้อมูล ประสบการณ์ ความคิด

2. ร่วมกันวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูล ประสบการณ์ ความคิดรวบยอด สรุป

3. ทำงานภายในกลุ่มให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดให้

4. ค้นหา ความคิดเห็นร่วม (Common ground) ของกลุ่ม

5. ช่วยกันกำหนดกิจกรรมที่จะนำ “ความคิดเห็นร่วม” ไปสู่การปฏิบัติกติกาเบื้องต้นของการประชุมเวทีประชาคม ดังนี้

1) ทุกความคิดเห็นที่สมาชิกกล่าวต่อกลุ่มถือว่ามีความหมายมีคุณค่าแต่ไม่มีการตัดสินว่าความคิดเห็นนั้นถูกหรือผิด สมาชิกสามารถอธิบายเหตุผลความรู้สึกของตนต่อความคิดเห็นที่เสนอต่อกลุ่มโดยไม่มีการโต้เถียงสมาชิกกลุ่มจะช่วยกันเลือก ค้นหาความคิดเห็นร่วมเพื่อถือเป็นความคิดเห็นร่วมกันของกลุ่ม

2) ทุกความคิดเห็น ข้อมูลที่สมาชิกเสนอต้องได้รับการบันทึกให้ปรากฏบนแผ่นพลิกเพื่อให้ผู้อื่นได้มองเห็นความชัดเจนซึ่งจะช่วยให้สมาชิกอื่นๆ นำมาคิดสืบเนื่องต่อกันได้ เป็นการขยายเครือข่ายความคิด

3) บริหารเวลาการทำงานให้เป็นไปตามที่กำหนดทุกขั้นตอน

4) กลุ่มจะทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดที่สมาชิกลุ่มเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น สิ่งที่ไม่เห็นพ้องจะถูกบันทึกและนำมาพิจารณาได้อีกหากมีเวลาหรือนำมาพิจารณาในโอกาสต่อ ๆ ไป

5) กลุ่มจะไม่ทำงานในประเด็นที่สมาชิกกลุ่มมีความเห็นแตกต่างกัน

6) สมาชิกที่เข้าร่วม ควรเข้าร่วมงานกับกลุ่มตั้งแต่เริ่มต้นอย่างต่อเนื่อง

การสร้างบรรยากาศกลุ่ม

การสร้างบรรยากาศกลุ่มที่ดีและเหมาะสม เป็นกลยุทธ์ที่มีผลกระทบต่อการเปิดเผยความคิดความรู้สึกประสบการณ์ ของสมาชิกกลุ่มด้วยความเต็มใจและจริงใจมีผลต่อการดำเนินงาน อภิปรายภายในกลุ่มบรรยากาศกลุ่มจึงควรมีลักษณะเป็นกันเองระหว่างสมาชิกกลุ่มด้วยกัน และระหว่างวิทยากรกับสมาชิกกลุ่มลักษณะประจำของคนไทยคือ ความรักสนุกใฝ่สัมพันธ์มากว่าใฝ่สัมฤทธิ์ แต่มีความเกรงใจและไม่กล้าแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างความสัมพันธภาพด้วยความสนุกสนานจะทำให้สมาชิกกลุ่มกล้าเปิดเผยตนเองด้วยความเต็มใจและจริงใจทำให้การอภิปรายกลุ่มเป็นไปด้วยความราบรื่นและสมาชิกมีส่วนร่วมเต็มที่ นอกจากนี้กิจกรรมนันทนาการยังใช้เพื่อการนำไปสู่การปรับทัศนคติที่สะท้อนแง่คิด เป็นการนำเข้าสู่เรื่องที่จะอภิปรายได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้เกมส์ เพลง นิทาน เกี่ยวกับเรื่องเพศนำก่อนการอภิปรายเรื่องเพศภายในกลุ่ม จะทำให้สมาชิกกลุ่มกล้าพูดแสดงความคิดเห็นเรื่องเพศได้มากขึ้น

สถานที่

สถานที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินกระบวนการแบบมีส่วนร่วม ควรเป็นสถานที่ที่แยกเป็นสัดส่วนเฉพาะไม่พลุกพล่าน หรือถูกรบกวนจากเสียง ภาพ และบุคคลภายนอก ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดเป็นครั้งคราว สมาชิกมีสมาธิในการร่วมกิจกรรมและเปิดเผยตนเองได้เต็มที่สถานที่ควรมีลักษณะโล่ง มีเฉพาะเก้าอี้ ไม่มีโต๊ะ เพื่อให้มีการเคลื่อนไหว เคลื่อนย้ายได้สะดวกขณะดำเนินกิจกรรมกลุ่มมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ร้อนอบอ้าว การจัดโต๊ะเก้าอี้ในรูปแบบต่างๆ สามารถสื่อให้คนเกิดความรู้สึกรับรู้ถึงตำแหน่ง อำนาจ ความร่วมมือ ความเท่าเทียม ความเป็นกันเอง ความเป็นพวกเดียวกัน การจัดเก้าอี้ที่เอื้อต่อกระบวนการกลุ่มจึงควรจัดเก้าอี้เป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม รูปตัวยู รูปวงกลม โดยไม่มีโต๊ะ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ด้วยอวจนภาษา (ภาษาร่างกาย) มีความรู้สึกเท่าเทียมกัน ลดความแตกต่างทางสถานภาพรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกันไม่แปลกแยก แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่

เทคนิคการสื่อสาร

การสื่อสาร (อวจนภาษา)

ภาษากายเป็นการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่คำพูด แต่มีความหมายสามารถสื่อถึงความรู้สึกซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้ ได้แก่ การวางตัว กิริยาการเคลื่อนไหว การแสดงสีหน้าแววตา การประสานสายตาการสบตา น้ำเสียง การจัดสถานที่สิ่งแวดล้อม ภาษากายมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าภาษาพูดการใช้สถานที่ที่มิดชิด และสงบ ปราศจากการรบกวนและสิ่งเร้าจากภายนอก ทำให้สมาชิกรู้สึกเป็นส่วนตัวการให้แสงสว่างทึม ๆ (Dim light) ที่มีเสียงเพลงสมาชิก (Meditation music) หรือเพลงผ่อนคลาย (Relaxation music) เบาๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย หรือเป็นสุขด้วยความสงบ และมีสันติการจัดเก้าอี้ติดกันเป็นรูปเส้นโค้งโดยไม่มีโต๊ะ ให้ความรู้สึกถึงความเป็นกลุ่มเดียวกัน ความเท่าเทียมที่ไม่แตกต่าง ความใกล้ชิด ความคุ้นเคยเป็นกันเองการใช้น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล การสบตาและการยิ้มขณะตั้งคำถามหรือการพูดคุยด้วย แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเอง ความอบอุ่น ความไม่มีเงื่อนไขว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด การให้อภัยการยืนในระยะห่าง 1 – 2 ฟุต แสดงถึงความใกล้ชิดการแต่งกายด้วยชุดสุภาพเรียบง่าย และการวางตัวสบาย ๆ แสดงถึงความเป็นกันเอง เปิดเผย

การสื่อสารด้วยการเขียน

การเขียนความคิดเห็น ข้อมูลประสบการณ์ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ โดยไม่ระบุชื่อผู้เขียน แล้วส่งให้วิทยากรหรือเลขากลุ่มรวบรวมเป็นหมวดหมู่ เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนกลั่นกรองความคิดเห็นได้ดีกว่าการพูดเพียงอย่างเดียว อาจใช้เป็นการนำขึ้นต้นเพื่อนำไปสู่การอภิปรายที่มีประสิทธิภาพตามประเด็นที่ได้เขียนรวบรวมไว้ภายในเวลาที่จำกัด ความคิดเห็นที่รวบรวมได้ ควรบันทึกสั้นๆ บนกระดาษแผ่นพลิกให้ทุกคนอ่านเห็นได้ชัดเจนการเขียนความคิดเห็นของทุกคนบนกระดาษแผ่นใหญ่ที่ติดฝาผนังตามประเด็นที่ตั้งไว้ทำให้รู้สึกเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของแต่ละคนจะปรากฏให้สมาชิกทุนคนได้รับรู้ได้ภายในเวลาที่จำกัดส่งเสริมการเรียนรู้เข้าใจซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นจึงให้แบ่งกลุ่มเพื่อช่วยกันสรุปประเด็นที่ปรากฏบนผนังหรือนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นคำถามที่ตั้งขึ้นใหม่ วิธีนี้เป็นวิธีการส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่มอย่างมีส่วนร่วม ลดข้อโต้เถียงขัดแย้งและการข่มความคิดของผู้อื่นโดยมีวิทยากรช่วยสนับสนุนประคับประคองกระบวนการกลุ่มให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาที่กำหนด

แผนที่ความคิด (Mind map)

แผนที่ความคิด เป็นวิธีการช่วยบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพความคิดที่หลากหลายในมุมมองที่กว้างและชัดเจนกว่าการบันทึกที่เราคุ้นเคยโดยยังไม่จัดระบบระเบียบความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวิธีการที่สอดคล้องกับโครงสร้างการคิดของมนุษย์ที่บางช่วงสมองจะกระโดดออกนอกทางขณะกำลังคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกการทำแผนที่ความคิด เริ่มต้นด้วยการเขียนคำสั้นๆ ในประเด็นที่ต้องการ (Key Words) ไว้กลางกระดาษแผ่นใหญ่ที่ไม่มีเส้นบรรทัดซึ่งวางไว้ในแนวนอน ลากเส้นสิ่งที่สัมพันธ์กับประเด็นด้วยปากกาหลากสีออกไป

เทคนิค A-I-C

เทคนิค A-I-C เป็นเทคโนโลยีทางสังคมอย่างหนึ่งที่ ดร.วิลเลี่ยม สมิท และ         ดร.ทูริด ชาโต้  แห่งสถาบันพัฒนาองค์กรนานาชาติ (ODN) ในมลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาขึ้นเพื่อระดมพลังความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิกในองค์กรเพื่อพัฒนาองค์กร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาของไทยเราเพื่อให้คนหรือกลุ่มระดับต่างๆมาร่วมกันคิด เรียนรู้ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์

ปรัชญาของ A-I-C มีความเชื่อที่ว่า

1) บุคคล กลุ่มบุคคลในชุมชน องค์กร และสังคม มีพลังงานและพลังปัญหาในการที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคและสร้างสรรค์ชีวิตให้ดีกว่า

2) พลังงานยังอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งอาจถูกใช้ในเชิงลบ กลายเป็นพลังงานที่ใช้ทำลาย เอารัดเอาเปรียบและมุ่งเอาชนะ หรือเป็นพลังในเชิงบวกเป็นพลังความรัก

3) การพัฒนาจึงจำเป็นต้องมีการจัดการและระดมพลังงานให้เป็นพลังสร้างสรรค์

A-I-C ในมิติของการวางแผนเชิงรุก

1) เป็นวิธีการระดมความคิดในการวางแผน โดยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) ได้มาร่วมคิด หารือและรวมพลังในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนในสังคม

2) เทคนิคที่ช่วยให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลสามารถร่วมกันคิดหากลยุทธ์เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาสังคม

3) เทคนิคที่ช่วยให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติมีความชัดเจนผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจการดำเนินงาน และบทบาทหน้าที่ มีความเป็นเจ้าของและมีความรับผิดชอบ

4) เทคนิคในการระดมพลังสร้างสรรค์ที่เน้นการไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ จึงถือว่าเป็นการวางแผนการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเอาชนะปัญหาอุปสรรคในเชิงรุก

5) เทคนิคที่เน้นการรวมความคิด การวิเคราะห์และการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างเป็นประชาธิปไตย

ขั้นตอนของการวางแผนโดยใช้เทคนิค A-I-C

ขั้นตอนที่ 1 : A รู้จักสามัคคี (Appreciation) เป็นขั้นตอนที่ผู้ร่วมประชุมทุกคนได้สะท้อนภาพอดีต ปัจจุบันและจินตนาการ สิ่งที่พึงปรารถนาในอนาคต โดยแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกออกมาเป็นภาพหรือสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของเทคนิค A-I-C เพราะภาพหรือสัญลักษณ์ (รวมเรียกว่า ภาษาภาพ) สามารถสะท้อนความคิดของคนได้หลายมิติ และยังเป็นเครื่องมือช่วยเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมแสดงปัญหาและความต้องการของคนได้สูงกว่าภาษาพูดโดยมีกติกาว่า ในขณะที่แต่ละคนได้เสนอภาพหรือสัญลักษณ์นั้น “ห้าม” วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เสนอ หากสงสัยให้ยกมือถามได้เมื่อผู้เสนอพูดจบแล้วการทำเช่นนี้เพื่อให้แต่ละคนได้เคารพและเห็นคุณค่าในความคิดเห็นของคนอื่น การได้แสดงออกซึ่งความคิดหรือจินตนาการโดยไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ย่อมก่อให้เกิดอิสรภาพหลุดจากความบีบคั้น เป็นความสุข มีความรักกัน เกิดพลังสร้างสรรค์ขึ้น

ขั้นที่  2 : I  ร่วมคิดกัน  (Influence) ขั้นที่ A  (Appreciation)  ทุกคนมีอิสรภาพเต็มที่  คือ  มีจินตนาการได้ตามต้องการของตนเอง  แต่ในความจริงนั้น  มีข้อจำกัดสถานการณ์  กลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ  มีผลประโยชน์ที่กระทบต่อกัน (Influence) ทั้งทางบวกและทางลบ ในช่วง  I  เป็นการทำงานร่วมกันภายในข้อจำกัดที่จะต้องทำให้อิทธิพลต่อกัน  นำไปสู่การสร้างสรรค์  โดยผู้เข้าร่วมประชุมช่วยกันหาหนทางเสนอว่า  ถ้าจะให้สิ่งที่คิดกันไว้ในช่วงแรกเป็นความจริง  จะต้องทำอะไรบ้าง  ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มรู้ว่าต้องการทำหรือไม่ต้องการทำอะไร  อะไรที่ทำได้  อะไรที่ทำไม่ได้  และสิ่งที่ได้พูดออกไปอย่างเปิดเผยถือเป็นพันธะทางสังคมที่จะต้องทำตามที่ตกลงกันไว้  โดยอาจออกมาในรูปของกิจกรรม/โครงการ  ที่จะให้บรรลุเป้าหมายตาม  จินตนาการ  หลังจากนั้นมาร่วมกันคิดต่อว่ากิจกรรม/โครงการใดบ้างที่สามารถทำได้ด้วยพลังของกุ่มตนเอง  กิจกรรม/โครงการใดที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น  หรือให้ผู้อื่นทำให้  พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญ

ขั้นที่ 3 : C ร่วมกันทำ  (Control) เป็นขั้นตอนที่ร่วมประชุมกันจัดทำแผนการปฏิบัติการ  จัดทำรายละเอียดที่ดำเนินการและกำหนดข้อตกลงร่วมกันที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย  ผลที่เกิดขึ้นจะได้แผนปฏิบัติการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนนำไปสู่การทำร่วมกันทำ  การประชุมด้วยเทคนิค  A-I-C จึงไม่เป็นการประชุมแบบลอย ๆ ที่คิดแล้วทำไม่ได้  หรือคิดแล้วไม่มีผู้รับผิดชอบสานต่อ

สรุปได้ว่า เทคนิค  A-I-C  เป็นเทคนิคระดมชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ชุมชน โดยการวาดภาพกระตุ้นกระบวนทัศน์และประสบการณ์  เพื่อสะท้อนในอดีต มองปัจจุบัน มุ่งหวังอนาคต (จินตนาการ) แล้วนำภาพแต่ละคนมาเชื่อมต่อกันเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว

ภายใต้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ให้สมาชิกร่วมกันบรรยายภาพ บันทึกแนวคิดเป็นของกลุ่มและเป็น เจ้าของร่วมกัน